เครือข่ายชุมชนเข้มแข็ง เพื่อการคืนดีปรองดองของคนของชาติ

         สถานการณ์สังคมไทยวันนี้ทำให้คิดถึงเมื่อ 20 ปีก่อน เมื่อโรคเอดส์เริ่มระบาดแบบระเบิดเถิดเทิง จากการพบผู้ติดเชื้อคนแรกในปี 2527 กลายเป็นหมื่นเป็นแสนเป็นล้านในเวลาไม่ถึง 10 ปีให้หลัง ระบาดขนาดนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่ากลไกของรัฐไม่อาจควบคุมโรคร้ายนี้ได้

         รัฐบาลสั่งให้มีโครงการพิเศษเพื่อรับมือกับโรคเอดส์ทางภาคเหนือ ซึ่งเพียง 6 จังหวัดมีผู้ติดเชื้อมากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้ติดเชื้อทั้งประเทศ ในเวลาเดียวกันก็เริ่มเรียกร้องให้ชุมชน "มีส่วนร่วม" ในการควบคุมโรคเอดส์ บอกกับชาวบ้านว่า ขอให้ช่วยกันป้องกันและแก้ไขปัญหา ทำให้ชาวบ้านจำนวนมากเข้าใจผิดคิดว่ารัฐทิ้งชุมชน ปล่อยให้ดูแลเรื่องโรคเอดส์เอง

         ก็น่าจะเข้าใจผิดหรอก เพราะชั่วนาตาปีมีแต่สั่งจากข้างบน คิดแทนชาวบ้าน ทำแทนชาวบ้านมานาน วันหนึ่งก็พบว่า กลไกของตนเอง "ทื่อ" เกินไปสำหรับการแก้ไขปัญหาโรคเอดส์ ซึ่งดูๆ แล้วน่าจะควบคุมง่ายกว่าโรคร้ายหลายชนิด เพราะรู้กันดีว่าเอดส์แพร่ได้กี่วิธี แต่ก็ไม่มีปัญญาจัดการกับปัญหานี้

         ผู้เขียนขึ้นไปเชียงใหม่ในปี 2536 เป็นผู้จัดการโครงการไทยออสเตรเลียป้องกันเอดส์ภาคเหนือ โครงการที่รัฐบาลออสเตรเลียให้ความช่วยเหลือไทย การที่รัฐบาลออสเตรเลียเลือกผู้เขียนทำให้หลายคนประหลาดใจไม่น้อย เพราะไม่ใช่หมอ ไม่ได้ทำงานเอดส์เป็นเรื่องเป็นราวมาก่อน ทำงานกับชุมชนมายาวนานเท่านั้น

         หลายคนหายข้องใจเมื่อได้ฟังคำอธิบายของเจ้าหน้าที่รัฐบาลออสเตรเลีย รวมทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของเขาที่ไปติดตามโครงการนี้ที่เชียงใหม่เมื่อพวกเขาบอกว่า ประเทศออสเตรเลียประสบความสำเร็จในการควบคุมการระบาดของโรคเอดส์ไม่ใช่เพราะความเก่งกาจสามารถของรัฐ แต่เพราะผู้คนในชุมชนต่างๆ รวมกลุ่มกัน ผนึกกำลังกับหน่วยงานองค์กรภาคประชาสังคม กดดันให้รัฐมีนโยบายและมาตรการด้านกฎหมาย งบประมาณ กองทุน และอื่นๆ และให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันจนสามารถควบคุมโรคร้ายนี้ได้

         รัฐบาลออสเตรเลียจึงเห็นว่า ความช่วยเหลือสังคมไทยเพื่อต่อสู้กับโรคร้ายนี้ควรเป็นการส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนมากกว่าวิธีอื่น

         ไปทำงานที่ภาคเหนือ ไปเห็นสภาพของชุมชนและหมู่บ้านต่างๆ อย่างใกล้ชิด จึงได้เข้าใจว่า ทำไมโรคเอดส์ถึงได้ระบาดอย่างรวดเร็วปานนั้น ได้เห็น "ความอ่อนแอ" ของชุมชนในแทบทุกด้าน

         ถ้าพูดอีกแบบหนึ่ง คือ เห็นการล่มสลายของชุมชนที่กำลังเกิดขึ้นเพราะโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องทางสังคม ทางเศรษฐกิจ รวมทั้งทาง "จิตวิญญาณ" เอดส์เป็นเพียงหนึ่งในปรากฏการณ์ที่แสดงออกมาเท่านั้น

          วันนี้สังคมไทยกำลังเผชิญกับ "โรคร้าย" อีกโรคหนึ่ง ซึ่งไม่ได้ร้ายแรงน้อยกว่าโรคเอดส์เลย คือ ความแตกแยก การแบ่งฝัก แบ่งฝ่าย ก่อให้เกิดความรุนแรงแพร่กระจายไปทั่วแผ่นดิน ตั้งแต่ในครอบครัว ไปถึงชุมชนหมู่บ้าน ชุมชนเมือง ในหน่วยงาน องค์กร สถาบัน มีการเผชิญหน้ากันทุบตี ทำร้าย ขยายตัวไปเป็นการจลาจล บ้านเมืองลุกเป็นไฟ

         รัฐสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็เชื่อกันว่าจะต้องมีการปะทุขึ้นมาอีกในหลายรูปแบบอย่างแน่นอน เพราะความแตกแยกนั้นไม่ได้อยู่ที่กรุงเทพฯเท่านั้น แต่อยู่ทั่วทุกหัวระแหง และฝังรากลึกลงไปใน "วิญญาณ" ของผู้คนที่แยกตนเป็นสี เป็นพวก เป็นฝ่าย

         วันนี้รัฐบาลน่าจะกลับไปศึกษาวิธีการแก้ปัญหาโรคเอดส์ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งประเทศไทยได้รับการยอมรับจากนานาชาติว่าเป็นหนึ่งในประเทศตัวอย่างที่ควบคุมโรคเอดส์อย่างได้ผล และวิธีการที่ได้ผลมากที่สุด คือ การส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน ของภาคประชาสังคม ของกลุ่มผู้ติดเชื้อ ซึ่งรวมตัวกันมากกว่า 600 กลุ่ม และเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายในทุกระดับ

         กลุ่มองค์กรภาคประชาชน ภาคชุมชนเหล่านี้ร่วมมือกับภาครัฐ ภายใต้การสนับสนุนด้านนโยบายที่ดีของรัฐบาล ทำให้งานเอดส์ประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพอใจ ไม่เช่นนั้น ป่านนี้จำนวนผู้ติดเชื้อในเมืองไทยน่าจะมากกว่า 3-4 ล้านคนแล้ว (ตัวเลขที่ไม่น่าจะเกินจริง ถ้าหากนึกถึงหลายประเทศในแอฟริกาที่มีผู้ติดเชื้อกว่าหนึ่งในสามของประเทศ)

         ความแตกแยกในสังคมไทย คือโรคร้ายแรงระลอกสองต่อจากโรคเอดส์ คราวนี้เป็นโรคความบกพร่องทางสังคม ทางเศรษฐกิจ และทางจิตวิญญาณไปพร้อมกัน (social-economic-spiritual deficiency syndrome) เป็นโรคร้ายที่รัฐไม่สามารถแก้ไข เยียวยารักษาแต่ผู้เดียวได้ และถึงเวลาที่ "ชุมชน" จะต้องลุกขึ้นมาหาทางแก้ไขปัญหา อันเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสังคมไทยวันนี้

         เริ่มจากเครือข่ายองค์กรชุมชน องค์กรภาคประชาชน ประชาสังคม แต่ละภาคส่วนต้องระดมพลังกันขนานใหญ่ เริ่มจากเครือข่ายที่เห็นพ้องต้องกันในหลักการขั้นพื้นฐาน มีเป้าประสงค์ชัดเจนร่วมกัน จากนั้นนำเอาแกนนำเครือข่ายต่างๆ เข้ามาร่วมกันในระดับต่างๆ จนถึงระดับชาติ

วันนี้มีความพยายามจากหลายฝ่ายที่จะร่วมมือกันรณรงค์เป็น "เครือข่ายหยุดทำร้ายไทย" ซึ่งเป็นความพยายามที่ดี แต่จะทำอย่างไรให้มีเครือข่ายที่เป็นระบบ มีโครงสร้างอย่างน้อยหลวมๆ ที่ชัดเจนเพื่อให้สามารถดำเนินงานต่อเนื่อง จัดวาระและความสำคัญของประเด็นต่างๆ เพื่อทำการดำเนินงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการรณรงค์เพื่อให้เกิดนโยบายสาธารณะ หรือเพื่อแสดง "มติ" ของประชาชนในประเด็นเฉพาะต่างๆ

         อย่างไรก็ดี ถ้าจะให้เกิดความต่อเนื่องและประสิทธิภาพในระยะยาว ควรมีเครือข่ายที่มีเป้าหมายชัดเจนว่า ต้องการเยียวยาสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ โดยเริ่มจากองค์กรชุมชนระดับ "รากหญ้า" ซึ่งมีสถานภาพใกล้เคียงกัน โดยเรียกให้สั้นๆ ว่า "เครือข่ายชุมชนเข้มแข็ง" และมีเป้าประสงค์ร่วมกันว่า ต้องการสร้างรากฐานมั่นคงให้เกิดการพัฒนายั่งยืน

         ประเด็นหรือวาระเร่งด่วนที่สุดอันแรกคือ "ความปรองดองของคนในชาติ" หรือแปลว่า "ปฏิบัติการเพื่อการคืนดีของคนในชาติ" (National Reconciliation) โดยผู้แทนของชุมชนเข้มแข็งมาร่วมประชุมกันเพื่อร่วมกันหาวิธีการดำเนินงานเพื่อให้เกิดการคืนดี ให้เลิกแบ่งสีแบ่งฝ่าย แบ่งภาคแบ่งพวก วิธีการระยะสั้น ระยะยาว อะไรที่ควรเสนอให้รัฐกำหนดเป็นนโยบายสาธารณะ เป็นกฎหมายเป็นระเบียบปฏิบัติ อะไรที่ให้ชุมชนเอง ภาคประชาชนเองเป็นผู้ดำเนินการและลงมือทำ

         ทั้งหมดนี้มาจากกระบวนการเรียนรู้ และการร่วมกันพัฒนา "ยุทธศาสตร์ร่วม" (common strategy) ซึ่งมาจากแผนงานที่ต่อเนื่อง เพราะต้องเป็นกระบวนการที่ร่วมกันพัฒนาขึ้นมาตั้งแต่ต้น ไม่ปล่อยให้ใครคนหนึ่ง หรือองค์กรหนึ่งคิดขึ้นมาแล้วไปเรียกคนมายกมือและร่วมมือ ซึ่งจะไม่เป็นไปตามแนวทางของการสร้างเครือข่ายที่ดีและมีประสิทธิภาพ

         เครือข่ายชุมชนเข้มแข็งเพื่อการคืนดีหรือเพื่อความปรองดองแห่งชาติจะเกิดขึ้นและพัฒนาไปสู่เครือข่ายชุมชนเข้มแข็งครอบคลุมทุกพื้นที่ได้ในระยะยาวด้วยยุทธศาสตร์การพัฒนาชุมชนที่มีกระบวนทัศน์เดียวกัน ที่ยืนอยู่จุดเดียวกัน มีเป้าหมายและวิธีการบนฐานคิดเดียวกัน แม้ว่าจะแตกต่างกันในรายละเอียดของวิธีการ แต่ต้องเป็นวิธีการที่ดีที่สมาชิกเครือข่ายทั้งหมดยอมรับได้

         ฐานคิดเดียวกันของกระบวนทัศน์ที่จะนำไปสู่การพัฒนาแนวทางไปสู่การคืนดีของคนในชาติต้องมีอย่างน้อย 3 ฐาน คือ

         1) ฐานแห่งธรรม ความเชื่อในหลักธรรม คุณธรรม ความเป็นธรรม ความถูกต้องดีงาม ต้องมีแนวทางที่จะทำให้ผู้คนกลับไปสู่ธรรมะของแต่ละศาสนาเพื่อให้ "ตั้งสติ" แยกความดีจากความชั่ว ความจริงจากความเท็จ ฟื้นฟูความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้คนด้วยจิตใจอันมีเมตตา ความเป็นมิตร และการให้อภัย

         2) ฐานของท้องถิ่น คือสำนึกในท้องถิ่น ความภูมิใจในรากเหง้าของตนเองภูมิปัญญา เห็นคุณค่าของทรัพยากร ของทุนทางสังคม ทุนทั้งหลายอันเป็นมรดกตกทอดมาจากบรรพชน คนไม่มีรากเหง้าจะถูกเขาครอบงำและกำหนดอนาคตให้หมดเลย คนไม่รู้ว่าตัวเองมาจากไหนก็ไม่รู้ว่าจะไปไหน สำนึกในท้องถิ่น คือสำนึกในความเป็นตัวของตัวเอง กำหนดชะตากรรมของตนเองได้

         3) ฐานทางปัญญา อันมาจากการเรียนรู้ที่ให้พลังและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี ปัญญาอันมาจากการรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสังคม ซึ่งเชื่อมโยงกับโลกทั้งโลก ปัญญาอันมาจากการค้นพบตัวเอง ค้นพบทุนท้องถิ่น ที่ไม่ได้มีแค่เงิน ปัญญาอันมาจากการค้นพบสถานภาพของตนเองของชุมชน รู้ว่ากินอยู่อย่างไร มีรายรับรายจ่ายหนี้สินเท่าไหร่

         ปัญญาที่มาจากการค้นพบปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของตนเอง ที่เป็นปัญญาเพราะไม่ได้ค้นพบแต่ปัญหาและความต้องการ แต่ค้นพบทางออกด้วยในเวลาเดียวกัน ทางออกที่ไม่ใช่เพียงแค่การร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐหรือภายนอก แต่มาจาก "การระเบิดจากข้างใน" ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนวิธีคิด การจัดระเบียบชีวิต อยู่อย่างมีแบบมีแผน มีเป้าหมายและหาทางพึ่งพาตนเอง

         อย่างน้อย 3 ฐานนี้จะเป็นหลักให้เครือข่ายชุมชนเข้มแข็งเพื่อการคืนดีแห่งชาติเกิดขึ้นและยืนอยู่ได้อย่างมั่นคง และหากจะสามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมได้ในแบบ "สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา" ของคุณหมอประเวศ วะสี ก็ยังขาดอยู่เพียงฐาน "การเมือง" เพราะมีฐานสังคมและฐานความรู้อยู่แล้ว

         ฐานการเมืองในที่นี้หมายถึง 2 อย่าง อย่างหนึ่งหมายถึงการผลักดันนโยบายสาธารณะ ซึ่งกลไกของรัฐรับไปดำเนินการโดยกระบวนการต่างๆ ทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น ทำให้เกิดการบังคับใช้อย่างจริงจัง ทำให้การดำเนินงานของเครือข่ายขยายผลสู่สังคมโดยรวมได้

         อีกอย่างหนึ่งหมายถึงการกำหนดแนวทางการพัฒนาตนเองและการดำเนินงานของชุมชน ซึ่งเป็นนโยบายหรือการตัดสินใจทางการเมืองด้วยเช่นเดียวกัน เพราะไม่ว่ารัฐจะดำเนินการให้เกิดนโยบายสาธารณะหรือไม่ ชุมชนก็ต้องดำเนินการด้วยตนเองอยู่ดี เพราะไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลงานนี้ต้องเป็นงานที่ชุมชนต้องทำเพื่อให้เกิดความปรองดองแห่งชาติที่มีฐานรากจากชุมชน

         เหตุการณ์แดงเดือดอันไปสู่สงกรานต์เลือดทำให้เราได้เห็นพลังเงียบของชุมชนจำนวนมากในกรุงเทพฯ ซึ่งใครๆ คิดว่า คนเหล่านี้คงต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างก้มหน้าก้มตาทำมาหากิน ตัวใครตัวมัน ไม่ว่าที่ดินแดง นางเลิ้ง เพชรบุรี และที่อื่นๆ สถานการณ์บีบบังคับเอาพลังข้างในออกมาเพื่อป้องกันตนเอง

         ปรากฏการณ์เช่นนี้แสดงให้เห็นว่า ศักยภาพของชุมชนมีอยู่จริง ถ้ามีเงื่อนไขที่เหมาะสมก็จะปรากฏออกมาให้เห็น

         คนดีคนเก่งมีอยู่ทั่วประเทศเป็นจำนวนมาก ชุมชนเข้มแข็งก็มีอยู่ทุกจังหวัด และเครือข่ายของบุคคลและชุมชนก็มีอยู่ทุกภาคเช่นเดียวกัน ขาดอย่างเดียว คือ เครือข่ายของเครือข่ายเหล่านี้ เพื่อการผนึกพลัง (synergy) ให้ได้ผลเป็นทวีคูณ ก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่นิวเคลียร์ (nuclear chain reactions) ซึ่งก่อให้เกิดการแตกตัวของนิวตรอนอีกมหาศาล เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกผันปูพรม หน้ามือเป็นหลังมือได้

         ปริมาณของคนดีคนเก่ง ชุมชนเข้มแข็ง และเครือข่ายอาจจะไม่มากมายเมื่อเทียบกับ 64 ล้านคน 8,000 ตำบล 80,000 หมู่บ้าน แต่แม่แรงเล็กนิดเดียว สามารถยกรถเพื่อเปลี่ยนยางได้ คานงัดไม่จำเป็นต้องใหญ่ก็สามารถเคลื่อนไหวสิ่งที่ใหญ่โตได้เหมือนไม้ซีกงัดไม้ซุง ถ้ามีจุดงัดที่เหมาะสมเหมือนกับที่อาร์คีเมดิสผู้ค้นคิดเรื่องฟันเฟืองและเครื่องทุ่นแรงเคยบอกไว้สมัยที่คนยังเชื่อว่าโลกแบนว่า "หาที่ยืนนอกโลกดีๆ ให้ผมสิ ผมจะงัดโลกให้ดู"

         เรื่องการสร้างเครือข่ายชุมชนเข้มแข็งเป็นอะไรที่ภาคประชาชนต้องดำเนินการเอง รัฐควรแค่ให้การสนับสนุน เพราะหน่วยงานของรัฐมีข้อจำกัด แค่วิธีคิดเชิงอำนาจซึ่งเป็นความสัมพันธ์แนวดิ่งก็ขัดแย้งกับแนวคิดเครือข่ายซึ่งเป็นความสัมพันธ์แนวราบ การเป็นภาคีที่เท่าเทียม (equal partnership) ที่สัมพันธ์กันอย่างเสมอภาค ที่ไม่ก้าวก่ายการบริหารจัดการของภาคี

         ไม่มีการใช้อำนาจครอบงำ แต่ร่วมมือกันเพื่อจุดมุ่งหมายบางอย่าง ลดความซ้ำซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพของการดำเนินงาน และการขยายผลออกไปอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่การ "ปูพรม" เพื่อผลทางการเมือง หรือผลทางงบประมาณ ซึ่งไม่ได้ผลที่จีรังยั่งยืน งบฯหมดก็เลิก

         เครือข่ายชุมชนเข้มแข็งจะเป็นพลังสำคัญในการรังสรรค์สังคมที่เคารพความแตกต่างทางความคิดเห็นทางการเมืองและความหลากหลายทางเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ศาสนา และวัฒนธรรม

         สังคมประชาธิปไตยไม่ใช่สังคมที่ปราศจากความขัดแย้งหรือความแตกแยก แต่เป็นสังคมที่อยู่กับความขัดแย้งและความแตกแยกอย่างสมดุลได้ แก้ไขความขัดแย้งและความแตกแยกด้วยสันติวิธี ด้วยจิตวิญญาณประชาธิปไตยที่ให้เกียรติและยอมรับในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ความเสมอภาค สิทธิและเสรีภาพของกันและกันด้วยความจริงใจ

         และพร้อมที่จะกลับสู่การคืนดีปรองดองของผู้คนในสังคมด้วยใจที่เป็นธรรม

เสรี พงศ์พิศ
โครงการมหาวิทยาลัยชีวิต

ข้อมูล : หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 22 เมษายน 2552