เกษตรกรคือยามเฝ้าแผ่นดิน

         สัจธรรมได้ชี้ไว้อย่างชัดเจนว่ารากฐานจิตใจคนคือเหตุแห่งการเปลี่ยนแปลงของทุกสิ่งทุกอย่าง ดังนั้น ในช่วงที่ผ่านพ้นมา หลังจากมีข่าวว่าคนบางกลุ่มที่เห็นเงินตาโต จะไปนำเอาเศรษฐีในประเทศตะวันออกกลางเข้ามาแพร่อิทธิพลยึดครองแผ่นดินไทย โดยการเข้ามาทำธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตข้าว! ทั้งๆ ที่ข้าวนั้น เราผู้เป็นเจ้าของประเทศควรจะสนใจมองให้ถึงพื้นฐานของจิตวิญญาณคน แล้วสรุปได้ว่า "ข้าวคือวัฒนธรรมไทยมากกว่าการเห็นข้าวเป็นแต่เพียงเงินตรา"

         ข่าวดังกล่าวมีผลทำให้คนไทยส่วนใหญ่ซึ่งกำลังนอนหลับทับสิทธิ์ในการถือครองแผ่นดินถิ่นเกิดของตัวเองเพราะความประมาท หลายคนถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาสนใจพิจารณาปัญหาเรื่องข้าวกันอย่างกว้างขวาง

         อยู่มาวันหนึ่งฉันได้นำผู้ที่สนใจไปศึกษาดูงานเกี่ยวกับการวิจัยเรื่องข้าวของเมืองไทยที่สถานีวิจัยข้าวจังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นสถานีแห่งแรกของประเทศสยาม โดยเหตุที่แต่ก่อนมักเรียกกันว่าสถานีทดลองข้าวรังสิต ซึ่งครั้งหนึ่งในอดีตฉันเคยมีชื่อเป็นหัวหน้าสถานีแห่งนี้

         การพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในวันนั้นก็มีเจ้าหน้าที่ของสถานีวิจัยคนหนึ่งได้พูดถึงเรื่องการปลูกพืชชนิดต่างๆ ว่ามันเป็นเรื่องง่าย โดยเฉพาะสภาพฝนฟ้าอากาศของเมืองไทยเป็นสิ่งเอื้ออำนวยให้แก่การปลูกพืชอย่างกว้างขวาง แล้วฉันก็พูดสวนขึ้นมาว่า "การปลูกพืชนั้นมันง่าย แต่การปลูกคนนั้นซิแสนจะยาก ทำให้หลายคนหันหน้ามามองฉันแล้วยิ้มอยู่ในใจ เพราะคำพูดดังกล่าวมันมีผลเตือนสติคนอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้ถ้าจะปลูกคนให้เป็นผลสำเร็จก็ต้องใช้จิตวิญญาณของความเป็นผู้ใหญ่ที่มีจริยธรรมและคุณธรรม"

         สิ่งนี้เองที่ฉันมักจะพูดว่า เหตุใดคนทั่วไปถึงได้มองเห็นหน้าฉันเป็นกล้วยไม้กันไปแทบจะหมด ทั้งๆ ที่ฉันพูดย้ำแล้วย้ำอีกในเรื่องนี้ แต่ก็ไม่วายที่คนส่วนใหญ่จะมองเห็นหน้าฉันเป็นกล้วยไม้ ซึ่งเปลี่ยนแปลงความรู้สึกนึกคิดดังกล่าวได้ยากมาก บางทีฉันก็ขยายความต่อไปอีกว่า "เธอรู้ไหมว่าฉันไม่ได้ทำเรื่องกล้วยไม้ แต่ฉันทำเรื่องคน"

         บางคนพูดว่าเขาไม่ได้ปลูกกล้วยไม้ คงไม่จำเป็นต้องมาสนใจศึกษาหาความรู้จากฉัน เรื่องนี้เป็นสิ่งน่าคิด เนื่องจากความรู้สึกที่นำไปสู่ความเข้าใจของเขานั้นมันอยู่ในสภาพที่เรียกกันว่า "เป็นความคิดที่แยกส่วน" หรืออีกนัยหนึ่ง "เป็นความคิดแบบตัวใครตัวมัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเห็นแก่ตัวที่มันแฝงอยู่ในความคิดของผู้เป็นเจ้าของ"

         มาถึงบัดนี้ สิ่งที่ฉันพูดย้ำอยู่เสมอๆ ว่า "เกษตรกรคือยามเฝ้าแผ่นดิน หรืออีกนัยหนึ่งเกษตรกรคือรี้พลที่คุ้มครองปกป้องเศรษฐกิจของชาติให้มั่นคงอยู่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคุ้มครองที่ดินอันเป็นถิ่นเกิดและดำรงชีวิตของตัวเอง นี่แหละเธอที่รัก ถ้าเกษตรกรส่วนใหญ่ยังคิดแยกแยะเหตุผลจากสิ่งที่ฉันกล่าวเอาไว้แล้วได้ เมืองไทยก็คงไม่เดือดร้อนหนักอย่างเช่นทุกวันนี้"

         ที่ฉันพูดว่าเกษตรกรคือยามเฝ้าแผ่นดิน สิ่งดังกล่าวมีเหตุผลที่เห็นได้ชัดเจน สิ่งนั้นก็คือ เกษตรกรก็เป็นคนที่มีหัวจิตหัวใจเหมือนกับเธอทุกคนนั่นแหละ ถ้าสังคมไทยมองข้ามสิ่งนี้โดยที่เห็นว่าชีวิตเกษตรกรนั้นมีแต่ร่างกายอย่างที่คนแต่ก่อนเคยพูดว่า มองเห็นคนแล้วไม่เข้าใจว่าเขาก็มีหัวจิตหัวใจเช่นเดียวกับตัวเธอเอง หากเข้าใจว่าชีวิตเขาเหล่านั้นเหมือนกับรูปวัตถุเพราะความเห็นแก่ตัวของเธอนั่นแหละ แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น

         เหตุใดฉันจึงพูดว่าเกษตรกรคือยามเฝ้าแผ่นดิน คำพูดดังกล่าวถ้าจะให้อธิบายก็คือ "ชีวิตเกษตรกรทำงานอยู่กับแผ่นดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชีวิตเกษตรกรก็มีจิตวิญญาณความรักเป็นพื้นฐาน" ดังนั้น ถ้าจะถามต่อไปอีกว่ารักอะไร สิ่งแรกที่ควรจะคิดได้ก็คือ รักแผ่นดินถิ่นเกิดของตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติ นอกจากนั้นสิ่งนี้จะเป็นไปได้เกษตรกรก็ควรมีสิทธิที่จะเป็นเจ้าข้าวเจ้าของแผ่นดินเป็นพื้นฐานสำคัญ

         ถ้าชีวิตเกษตรกรมีคุณสมบัติดังกล่าวก็หมายความว่า เขามีทั้งสิ่งที่ควรจะเป็นพื้นฐานจิตใจของตัวเอง รวมถึงความรู้สึกเป็นเจ้าข้าวเจ้าของแผ่นดินถิ่นเกิด ถ้ามีคุณสมบัติดังกล่าวแล้วก็คงจะรู้ได้ว่า ชีวิตเกษตรกรนั้นหากมีรากฐานจิตใจที่เข้มแข็ง แม้ใครจะเอาเงินมาซื้อที่ดินของเขา ก็คงไม่ยอมขายให้ง่ายๆ

         ตัวฉันเองใครจะว่าเป็นเกษตรกรหรือเปล่าก็แล้วแต่จะคิด แม้จะไม่ได้มีอาชีพในการทำเกษตร แต่อย่างน้อยก็มีคุณสมบัติที่อยู่อย่างเอาใจเขาใส่ใจเรา คนไทยทุกคนควรจะต้องนำไปคิดให้หนัก เพราะฉันก็เป็นคนเหมือนทุกคน เพราะบ้านที่ฉันอยู่ทุกวันนี้นั้น ย้อนหลังกลับไปประมาณ 60 ปี ที่ดินแปลงนี้ราคาเพียงไร่ละ 80 บาท เอาละ ประเด็นดังกล่าวคงยังไม่สำคัญเท่าไร

         แต่ถัดจากนั้นมาจนกระทั่งตัวฉันมีอายุได้ 87 ปีแล้ว ที่ดินที่ฉันอยู่ขณะนี้มันก็ขึ้นราคาไปอย่างมากมาย แทนที่จะคิดเป็นไร่อย่างแต่ก่อน มันเปลี่ยนมาคิดเป็นตารางวา ซึ่งวาละไม่รู้ว่ากี่พันกี่หมื่นบาท นอกจากนั้น ในปัจจุบันบริเวณบ้านที่ฉันอยู่มันก็ไม่ใช่ทุ่งนาเช่นแต่ก่อนแล้ว หากล้อมรอบไปด้วยคอนโดฯสูงๆ หรืออีกนัยหนึ่งเป็นอาคารที่อยู่อาศัยแบบนักธุรกิจ

         เธอเห็นไหมว่าขณะนี้สังคมมันเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน แม้แต่คนที่เป็นเจ้าของที่ดินเช่นก่อนๆ ส่วนใหญ่ก็เห็นเงินตาโต พากันขายที่ดินบริเวณดังกล่าวไปแล้วแทบจะหมด แต่บ้านที่ฉันอยู่มันก็ยังมีสภาพเหมือนเดิม โดยที่มีบรรยากาศล้อมรอบไปด้วยต้นไม้เขียวชอุ่ม นกกายังได้มาอาศัยร่มเงาของต้นไม้เหล่านั้น

         ฉันจำได้ว่าแต่ก่อนผู้ใหญ่ก็หวังดี รู้ว่าฉันไม่มีเงิน จึงพาไปที่ธนาคารเพื่อเซ็นค้ำประกันให้ฉันกู้เงินมาปลูกบ้าน แต่ฉันก็เป็นคนไวใจหาย กู้เงินครั้งสองครั้งมันก็ทำให้ทุกข์ทรมานใจเหลือล้น จนกระทั่งเข็ดไปจนวันตาย เพราะเงินเดือนที่ได้รับมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง ก็ต้องเอามาจ่ายเพื่อใช้หนี้ให้ธนาคารจนแทบจะหมดไปเดือนหนึ่งๆ

         ช่วงนั้นฉันลงมือขุดดินปลูกบ้าน เอาตรงโน้นมาถมตรงนี้ เอาตรงนี้ไปถมตรงนั้น ซึ่งชีวิตจำต้องตกอยู่ในสภาพลำบากจนกระทั่งเกิดความทุกข์ที่แสนจะสาหัส ฉันกู้เงินธนาคารครั้งสองครั้งก็เข็ดไปจนวันตาย

อนึ่ง มักมีคนถามฉันว่า เหตุใดที่ดินแปลงนี้ถึงได้ขึ้นราคาไปหลายสิบหลายร้อยเท่า ทำไมจึงไม่ขายแล้วไปหาที่คอนโดฯอยู่ ฉันตอบว่ายังไงรู้ไหม ฉันบอกคนที่ปรารภดังกล่าวแล้วว่า เพราะฉันทำมันมากับมือตัวเอง จึงได้มีความรักความผูกพันอยู่กับมัน แม้ใครจะมีเงินถุงเงินถังมาจ่ายให้ฉัน ฉันก็ไม่ต้องการ ถ้าฉันตัดสินใจขาย มันก็เท่ากับทรยศต่อความจริงที่อยู่ในใจตัวเอง ซึ่งฉันทำไม่ได้

         เธอเห็นไหมว่า สภาพของจิตใจคนนั้นมันสำคัญต่อความมั่นคงของชาติบ้านเมืองแค่ไหน? นี่แหละเธอที่รักของฉัน เธอน่าจะค้นหาคำตอบจากตัวอย่างที่เป็นความจริงได้แล้ว สิ่งนั้นก็คือความอ่อนแอของวิญญาณเกษตรกรไทยในยุคนี้ทำให้ไม่อาจยืนอยู่ได้อย่างเข้มแข็งหลังจากเห็นเงินเห็นวัตถุที่มันล่อตาล่อใจตัวเอง

         ดังนั้น เรื่องนี้ถ้าเธอคิดได้ลึกซึ้งสักหน่อย หรือเธอจะคิดได้ก็ต่อเมื่อพยายามสร้างรากฐานจิตใจตัวเองให้เข้มแข็งที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "เธอจะต้องปฏิบัติให้มีการต่อสู้กับกิเลสที่มันอยู่ในใจเธอเองให้สามารถลุกขึ้นมายืนหยัดอยู่กับพื้นฐานที่เป็นความจริงได้อย่างภาคภูมิใจ ซึ่งในอดีตฉันได้ทำมาแล้วทุกเรื่อง ซึ่งจะต้องสร้างนิสัยให้เป็นผู้กล้าหาญเดินเข้าไปหาสิ่งที่ใครๆ เชื่อกันว่าคือปัญหาชีวิตโดยไม่ถูกมันกลืน"

         มีลูกศิษย์ฉันบางคนหลังจากทำงานแม้จะมีอุดมการณ์ในการต่อสู้แต่แล้วก็รู้สึกท้อแท้ เขาพูดกับฉันว่า "ดูแต่คุณพ่อซิ อายุ 87 ปีแล้ว ก็ยังทำอย่างเด็ดเดี่ยวตลอดเวลา แล้วเราละมีอายุอานามแค่ไหนจะท้อได้อย่างไง เห็นไหมละเธอว่า ความเป็นผู้ใหญ่นั้นมันสำคัญต่อการพัฒนาบ้านเมืองมากแค่ไหน"

         สิ่งดังกล่าวควรจะเป็นคำตอบที่เหมาะสมสำหรับคนในสังคมยุคนี้ เพราะมันช่วยให้บ้านเมืองแม้จะตกทุกข์ได้ยากก็ยังสามารถแก้ไขตัวเองให้กลับคืนมาได้

         สิ่งที่ฉันกล่าวมาแล้วทั้งหมดถ้ามองเห็นภาพที่เป็นองค์รวมก็ย่อมสามารถนำจิตวิญญาณของตัวเธอเองที่ควรจะมีความรักความหวงแหนแผ่นดินผืนนี้ ตามหนังสือหน้าที่พลเมืองดีซึ่งเรียนมาแล้วในอดีตยังไงละ

         สรุปแล้วสิ่งที่ฉันกล่าวมานั้นน่าจะเป็นคำอธิบายของข้อความที่กล่าวฝากเอาไว้ว่า เกษตรกรคือยามเฝ้าแผ่นดินบนพื้นฐานเศรษฐกิจซึ่งมีมนุษย์ผู้โลภมากจนกระทั่งไม่รู้จักบันยะบันยังจะทำให้รี้พลที่เรามีอยู่แล้วอย่างเป็นธรรมชาตินั้นควรจะได้รับความสำคัญนำออกมาใช้ประโยชน์เพื่อปกป้องสิทธิและเอกราชของแผ่นดินถิ่นเกิดของคนไทยซึ่งมีจารีตประเพณีคุ้มครองปกป้องมาแล้วนานนับร้อยๆ ปี ให้มั่นคงอยู่ได้

         นี่แหละเธอที่รัก ถ้าเธอขจัดความโลภช่วยให้มองเห็นเงินเห็นวัตถุแล้วไม่เอาความอยากเข้ามาใส่ในใจเธอเอง แผ่นดินผืนนี้ก็ย่อมดำรงอยู่ได้

         อนึ่ง ในปัจจุบันได้มีการจัดสัมมนาโดยยกเอาความสำคัญของแผ่นดินที่บรรพบุรุษได้คุ้มครองปกป้องแม้จะต้องเสี่ยงด้วยชีวิตตัวเอง แล้วเธอทั้งหลายจะคิดดูถูกคนรุ่นก่อนจนกระทั่งมองเห็นว่ามันไม่ใช่สิ่งสำคัญได้ยังไง แท้ที่จริงแล้วจารีตประเพณีของเราเองที่ช่วยให้แผ่นดินผืนนี้สามารถดำรงอยู่ได้ และประชาชนมีความร่มเย็นเป็นสุขมาได้ตลอดระยะเวลาในประวัติศาสตร์

         แล้วเธอจะมองข้ามความสำคัญของสิ่งนี้ไปได้ยังไง

ระพี สาคริก
ข้อมูล : หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 5 เมษายน 2552