กระบวนทัศน์ใหม่

การเรียนรู้ร่วมกัน  เวลาที่เราจะพูดให้ชาวบ้านเข้าใจเรื่องการเรียนรู้ร่วมกันต้องมีเครื่องมือ 5 ร ประกอบด้วย
1. รวมคน เกิดพลังใจ
2. ร่วมคิด เพื่อให้มองปัญหาอย่างรอบด้าน การร่วมคิดจะมีพลัง มีโอกาสผิดพลาดน้อย เพราะคนแต่ละคนมีความสนใจต่างกัน มีศักยภาพที่แตกต่าง จะมองอย่างรอบด้านคนที่จะทำงานแบบมีส่วนร่วมได้นั้นต้องเป็นนักฟัง  นักวิเคราะห์  ซึ่งหมายถึง        การแยกแยะ เพื่อให้เห็นความเชื่อมโยง  ชัดเจน แล้วแบ่งงานกันทำ  จะทำเรื่องอะไร
3. ร่วมทำ  เกิดพลังการจัดการ  ในอนาคตองค์กรชาวบ้านจะต้องเป็นองค์กรแห่งการจัดการ  จัดการทุนที่ตนเองมีอยู่ทั้งหมดเพื่อนำไปสู่การพึ่งตนเอง  และพึ่งพากันเองแล้วเมื่อแบ่งงานกันไป
4. ร่วมสรุปบทเรียน  จะเกิดพลังแห่งปัญญา ทุกเรื่องเป็นครูหมด  การกระทำใดที่บรรลุ  หรือไม่บรรลุวัตถุประสงค์คือครู  แต่ต้องวิเคราะห์ออกมาได้ว่าเพราะอะไร ไม่ใช่บอกว่าเกิดจากโชคดี หรือไม่ดี  ต้องบอกได้  ต้องคิด ทุกคำถามต้องมีคำตอบ
5. ร่วมรับผลจากการกระทำ  ทำดีได้ดี  ทำชั่วได้ชั่ว  เมื่อร่วมกันคิดทำสรุปบทเรียนงานล้มก็คือล้ม

และเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมาก 4 ยุทธศาสตร์
ยุทธศาสตร์ที่ 1 อย่ามองเรื่องอื่น  ให้มองเรื่องเงิน
ยุทธศาสตร์ที่ 2 เล่นเรื่องการมีส่วนร่วมให้ชัดเจน  แยกบทบาทให้ชัดเจน
ยุทธศาสตร์ที่ 3 เรียนรู้ร่วมกันผ่านการปฏิบัติ
ยุทธศาสตร์ที่ 4 สร้างเครือข่าย  กลุ่มงาน

เครือข่ายนั้นเป็นความสัมพันธ์เชิงแนวราบ  เครือข่ายกับกลุ่มไม่เหมือนกัน  กลุ่มยังมีเรื่องโครงสร้างอำนาจอยู่  เครือข่ายกลุ่มเล็กกับกลุ่มใหญ่เท่าเทียมกัน  แต่ปัจจุบันเกษตรกรของเรากินน้ำใต้ศอกพ่อค้า  โดยเฉพาะพ่อค้าคนกลาง  ตั้งแต่เรื่องปุ๋ย  ตกเขียว  ต้องปลดแอกตรงนี้ ไม่อย่างนั้นโงหัวไม่ขึ้นสักที  กระบวนการเครือข่ายเมื่อเป็นแนวราบ  ความเป็นเพื่อนก็เกิด  ความเห็นอกเห็นใจ การเอื้ออาทร ซึ่งกันและกัน  การเรียนรู้ร่วมกันเกิด และพัฒนาไปสู่การจัดการร่วมกัน  เวลาไปทำงานกับชาวบ้าน ผมไม่เคยให้เขาไปต่อสู้เรื่องตลาด  เพราะมันยากเกินไป  ผมอยู่ในธุรกิจ  ผมรู้ว่าธุรกิจแข็งแรงขนาดไหน  ผมพยายามกระตุ้นให้ชาวบ้านคิดถึงเรื่องลดต้นทุนการผลิต  ให้ชาวบ้านพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากภายนอกให้ลดลง ให้ชาวบ้านคิดถึงเรื่องตลาด  ตังเองเป็นตลาดของตัวเอง ตัวเองต้องกันต้องใช้  คนในชุมชนต้องกินต้องใช้ นั่นแหละเป็นตลาด ให้เริ่มจากตรงนี้
เมื่อเครือข่ายเกิด  การถ่ายทอดข้อมูลข่าวสาร  ความรู้ เทคโนโลยีก็จะไปได้เร็ว  ภาพง่ายๆ ความสัมพันธ์เชิงแนวราบของก็ flow ได้ง่าย  ถ้าเป็นแนวดิ่งมันไหลจากบนลงล่าง ย้อนขึ้นไม่ได้ การพัฒนาเทคโนโลยีแบบมีส่วนร่วมก็เกิด การซื้อปัจจัยการผลิต การขายผลผลิตก็ดูจะมีกำลังมากขึ้น  ให้เราชัดเจน  ไม่มีสูตรสำเร็จแต่ต้องมีหลักการที่ชัดเจน  หลักเรามีอยู่แล้วจะทำเรื่องอะไรก็แล้วแต่เป็นการมีส่วนร่วม  คุยกันชัดเจนว่าเขาตัดสินใจอันนี้เราตัดสินใจอันนี้  เราตัดสินใจเขาเป็นคนเอื้อ  ต่อไปถ้ากรมฯทำงานอย่างนี้  เรื่องการกระจายงบประมาณจะง่ายทำทีเดียว  พอได้แผนชุมชนดี  ทุกอย่างสมบูรณ์หมด  หาผู้รู้มาแก้ปัญหา  เสร็จแล้วสร้างเครือข่าย  เครือข่ายเป็นเครื่องมือที่ทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพที่สุดเท่าที่มนุษย์ค้นพบ  ต่อไปอาจมีดีกว่านี้  แต่ ณ ปัจจุบันสรุปไว้อย่างนี้


การทำงานแบบมีส่วนร่วม  หมายถึง
1 การทำงานี่เคารพศักดิ์ศรี และคุณค่าของเพื่อนร่วมงาน  จะปากหวานอย่างไร  แต่ท่าน ใจขมท่านก็ไม่ใช่  ท่านตอบตัวเองคนอื่นไม่ได้ตอบ
2. การทำงานที่สอดคล้องกับสถานภาพ (status) และบทบาท (Role) สถานภาพและ บทบาทเปลี่ยนแปลงไปตามงาน และเวลาส่วนตำแหน่งคงที่ งานบางงานเป็นงานระดับความคิดหัวหน้า      ลูกน้องต้องเท่าเทียม ต้องมีสติในการทำงานเป็นเรื่องใหญ่ในการทำงานแบบมีส่วนร่วม
3. ผู้รับผิดชอบต้องมีบทบาทเป็นผู้ตัดสินใจ ส่วนผู้เกี่ยวข้องนั้นหนุนเสริมให้ผู้รับผิดชอบตัดสินใจได้ถูกต้อง (ถ้าไม่ตรงไม่ใช่ Concept) และถือว่าเป็นประเด็นที่ใหญ่มากที่สุด 
ตัวอย่าง  ปี 2543 ต้นปีราคาข้าวต่ำมากไม่ถึง 3 พันบาท มีการปิดถนนภาคกลาง ขอให้สำนักส่งเสริมพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5 ช่วยเชิญเกษตรกรผู้นำ (Innovative farmer) เกษตรกรที่เป็นนักคิดในพื้นที่ได้ประมาณ 50 คน และเชิญนักวิชาการที่เกี่ยวข้อง  ธกส. นั่งคุยกันที่มโนรมย์  และทำเวทีเหมือน    ไข่ดาว  และคนที่ไม่เป็นเกษตรกรห้ามพูด  เพราะพูดมาเยอะแล้ว ถ้าเกษตรกรไม่ถามห้ามพูด  ที่เชิญมาเผื่อเขาต้องการข้อมูลในการตัดสินใจ  ทำเวที  และบอกชาวบ้านถ้าให้เป็นนายก 15 นาที  ราคาข้าวอย่างนี้จะทำอย่างไร  พวกนี้เป็นนักคิดหมด  100 กว่าเรื่องที่เขาเสนอ  น้ำมัน ปุ๋ย ดอกเบี้ย  ต้องถูก 100 กว่าเรื่องที่ต้องแก้ไข  และถามกลับไปว่า  กระทรวงเกษตรดูแลเป็นร้อยพืช  เราจะรอให้กระทรวงฯมาแก้ให้หรือ  เฉพาะตรงนี้ปัญหาร้อยกว่าเรื่อง  ทั้งกระทรวงคงมีปัญหาเป็นพัน เป็นหมื่นเรื่อง  เราจะรอไหม  และถามต่อ รวมเวลาที่ทุกๆคน  ทำนามา เป็นระยะเวลา 1250 ปี  ที่จะแก้ปัญหาคนที่อยู่ตรงนี้        (ดร. ประทีป) ไม่เคยปลูกข้าวสักต้น  จะหวังอะไร จะทำอย่างไร
วิธีแก้ปัญหา คือ
1. ปัญหาโลกแตกตัดทิ้ง
 2. ปัญหาที่แก้ไม่ได้ตัดทิ้ง
3. เรื่องที่จะให้คนอื่นทำตัดทิ้ง

สรุปแล้วเหลือปัญหานิดเดียว ค่อยๆแก้ทีละประเด็นใช้เวลา 4 ชั่วโมง ได้เทคโนโลยีการปลูกข้าว ต้นทุนต่ำ  2,000 กว่าบาท ตั้งราคาข้าวไว้ 2,800 บาท ไม่ขาดทุน  ชาวบ้านหัวเราะบอกว่าอย่าพูดเล่น ใช้เวลา      4 ชั่วโมงได้เทคโนโลยี  แล้วพิมพ์แจกเลย  บอกว่าอย่าเชื่อให้ไปทดลอง เพราะแต่ละที่ไม่เหมือนกัน แล้วเจอกันทุกเดือน  ปัจจุบัน เครือข่ายพนาผล  มีสมาชิก 4000 คนใน 7-8 จังหวัด  (นครสวรรค์ ชัยนาท ลพบุรี สิงห์บุรี  อุทัยธานี  อ่างทอง สุพรรณบุรี  กาญจนบุรี) แล้วเกิดกระบวนการ เครือข่ายมีกิจกรรมต่างๆ ทั้งเกษตรผสมผสาน พืชไร่ ข้าวอาศัยน้ำฝน ผัก ถ้าใครสนใจ  เครือข่ายนี้ได้รับรางวัล จาก WHO ปลายปีที่แล้ว  เวลามาประชุมจะห่อข้าวมากิน ทุกวันที่ 17  แล้วจะขยายงานได้อย่างไร  ไม่มีค่ารถ     ค่าเดินทาง  ผมได้อาสาที่จะเข้ามาช่วยทำงานกับหมอวิจารณ์  จัดตั้งสำนักใหม่ ชื่อสำนักการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส)  เริ่มจากตั้ง concept ขึ้นมาก่อนเวลาจะทำอะไรต้องมี concept  โดยเอาเครือข่ายเป็นตัวตั้ง  เครือข่ายจะเป็นตัวคัดเลือกว่ากลุ่มไหนที่จะเข้ามาร่วมและให้ค่ารถ เลี้ยงข้าว เพื่อให้เขาได้เรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีที่พัฒนาแบบมีส่วนร่วมนี้ออกไป  ประการที่ 2 เครือข่ายจะเจอข้าราชการดีๆ ทุกกระทรวง ทั้งสาธารณะสุข และอื่นๆ  ทุกวันนี้ที่เรามีปัญหาเพราะเราไปยึดติดกับกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง  ไม่มีที่ไหนที่มีทุกส่วนราชการดีพร้อมต้องมีบางส่วนที่ไม่ได้เรื่องบ้างเสมอ  เพราะฉะนั้นเครือข่ายพนาผลเมื่อเจอข้าราชการดีๆ จะเชิญเข้ามาร่วมงาน ออกค่าใช้จ่ายให้  และให้ไปคิดงานในส่วนที่รับผิดชอบเป็นการเสริม  ประการที่ 3  จะสร้างคนโดยรับสมัครบัณฑิตใหม่ๆ  ที่สนใจเรื่องชุมชน และสร้างพร้อมกับการจัดการเครือข่าย  ประการที่ 4   ทำให้เป็นห้องเรียนของนิสิตนักศึกษา  โดยให้นักศึกษามาร่วมทำงานวิจัยซึ่งหัวข้อวิจัยจะถูกพัฒนา คิดค้นโดยครือข่าย แล้วรับการสนับสนุนการวิจัยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  เครือข่ายพนาผลจะทำถึงเยาวชน  ที่ตำบลบ้านไร่ อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์  เป็นตำบลใหญ่มากมี 23 หมู่บ้านที่ยากจน  เป็นดินทรายปลูกมันสำปะหลัง 6 หมื่นกว่าไร่  ไม่มีกลุ่ม   องค์กรชาวบ้านเลย เขาบอกว่ามีกลุ่มหนึ่ง เป็นกลุ่มแม่บ้านที่ยังไม่ได้ทำอะไรเลย เมื่อปี 43  เดี๋ยวนี้คนละเรื่องเลย เคลื่อนใหญ่มากไม่ใช่เฉพาะตำบลนี้ แต่ใกล้เคียงอีก 7 ตำบล  และมีของมาขาย  ตอนนั้นมีคนตกงานเยอะ มีนายทุนเข้าไปซื้อที่เป็นพันๆ ไร่ ปลูกไม้โตเร็ว  มีคนตกงานอยู่กลุ่มหนึ่ง ผมบอกว่าครูบาสุทธินันท์เอาไม้ยูคาฯมาทำเป็นเก้าอี้โยก  ทำที่บุรีรัมย์ ตัวละ 3,000 บาท  ออกวันละตัว   อีกเดือนต่อมาช่างเฟอร์นิเจอร์รวมกลุ่มร่วมลงทุน และทำมาให้ดูเลย กลุ่มทำเฟอร์นิเจอร์ที่นี่ดัง ขายทางอินเตอร์เนตแล้ว  เกิดกลุ่มชาวบ้านขึ้น 15 กลุ่ม หลังจากทำแผนชุมชน และเกิดกลุ่มออมทรัพย์ มาเคลื่อน      การประชุม มีสมาชิกกว่า 700 กว่าคนจาก 1,200 คน  มีวิทยุชุมชนด้วย  ที่พิษณุโลก ตำบลบ้านยาง  อำเภอวัดโบสถ์  จังหวัดพิษณุโลก  ไปทำแผนชุมชน ปี 43 เหมือนกัน  พื้นที่ 60% เป็นป่า  ชาวบ้านมีปัญหากับป่าไม้ตลอด เราเข้าไปทำงานจนชาวบ้านเวณคืนที่ดินจากป่าไม้ 7-8 กิโลเมตร แล้วทำท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ จากเคยมีคนเข้าไปขนสมุนไพรทีละเป็นคันรถ  เดี๋ยวนี้ชาวบ้านห้ามไม่ให้เข้าแล้ว  ใช้เวลานิดเดียวในการทำแผนชุมชนเกิดการพัฒนาอย่างรวดเร็ว  ที่ต่างๆเหล่านี้ ไม่ต้องเข้าไปบ่อย  ชาวนาที่นี่ ชื่อลุงหวาน ธนาคารเข้าไปหาทุกปี  แกบอกว่าเกิดมาไม่เคยมีหนี้เลย ตอนแต่งงานได้ควายตัวผู้มาสองตัว  เลยขายแล้วไปซื้อตัวเมียมา  เดี๋ยวนี้ลุงหวานมีควาย 24 ตัว  แล้วทำเศรษฐกิจพอเพียง  แกมีเงินเก็บ 2 ล้านกว่าบาท  มีรายจ่ายน้อยมาก จะกินจะใช้อะไรแกมีหมด  และปัจจุบันไม่ต้องเลี้ยงควายเอง  ชาวบ้านขอยืมไปกินหญ้า    ตำบลหินลาด อำเภอวัดโบสถ์ ตอนกองทุนหมู่บ้านเข้าไป  มี 9 หมู่บ้านมีหนี้อยู่ 27 ล้าน กองทุนหมู่บ้าน 9 ล้านไม่มีความหมาย  ตอนก่อนชาวบ้านไม่เคยเห็นตัวเลข ที่ผ่านมาคนข้างนอกไปเก็บตัวเลข คนข้างนอกวิเคราะห์ คนข้างในไม่เคยได้อะไร  ดังนั้นเรื่องของเขาๆ ต้องทำ ผมไม่ทำตัวเลขให้ชาวบ้าน   ให้ชาวบ้านทำเองเท่าที่จำเป็น ในระดับพอเพียง ตัวเลขเป็นเรื่องหนึ่ง  และในระดับวิสาหกิจชุมชนตัวเลขเป็นอีกเรื่องหนึ่ง การจัดการ การวิเคราะห์เป็นคนละเรื่อง  ต้องดูว่าชุมชนตรงนั้นอยู่ในสถานภาพอย่างไร  เมื่อเขาเก็บข้อมูลเองก็จะรู้สภาพของชุมชน   ค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น  อบายมุข มากกว่าครึ่ง  ปีหนึ่ง 22 ล้าน  กินข้าวปีละ 6 ล้าน  ลองเลิกสักปี หนี้ลดลงเลย  รู้สภาพการกินการอยู่ในชุมชน  เกิดตลาดท้องถิ่นของตนเอง ค่อยๆ เกิดสิ่งต่างๆ  ชาวบ้านเก็บตัวเลขเอง  วิเคราะห์เอง จะเกิดการกระตุ้นเตือน  และเข้าใจสถานภาพของตนเอง  เกิดการประเมินตนเอง  ( self evaluation) เพื่อเข้าใจปัญหา  แล้วจะเกิดระบบ การจัดการและการแก้ปัญหาด้วยตนเอง (self management) เรากำลังจะพาเกษตรกรเข้าไปสู่การพัฒนาและแก้ปัญหาด้วยตนเอง ต้องให้เขารู้จักการเก็บตัวเลข  วิเคราะห์  และสังเคราะห์


สังเคราะห์หมายความว่าเรานำสิ่งต่างๆ มารวมกันแล้วเกิดคุณภาพใหม่  หลังจากที่เรามีข้อมูลข่าวสาร  ความรู้มาเยอะมาทดลองทดสอบดีแล้ว  นำมาสังเคราะห์เป็นชุด (Package) อย่าแยกส่วน ในเรื่องของความรู้ใหม่ การจัดการความรู้ใหม่  แล้วใช้เครือข่ายเป็นตัวแลกเปลี่ยน  อย่าแลกเปลี่ยนความคิด ต้องแลกเปลี่ยนประสบการณ์  รับผลจากการกระทำร่วม  กลุ่มระดมมาอย่างไรต้องนำเสนออย่างนั้น  อันนี้เป็นเรื่องสำคัญในการทำเวทีชาวบ้านไม่อย่างนั้นจะไม่ได้อะไร  และต้องทะลุในแต่ละเรื่องไป กี่ครั้งเสร็จ อย่างไร ในเวทีแรกแล้วคนก็จะเข้าใจ  การปฏิบัติสร้างความรู้และความรู้อยู่ที่ผู้ปฏิบัติ  การทำงานไม่ให้เครียดก็คือ ใครไม่ทำไม่เป็นไร  เราทำเราได้ความรู้  แต่ต้องทำงานให้เป็น  เมื่อไรที่ทำงานแล้วเครียด รู้สึกอึดอัดขัดข้อง ผิดแล้ว  วิธีทำงานผิดแล้ว 
ยกตัวอย่าง  ในการทำงานที่กลุ่มบริษัทแพนใช้เวลาเตรียมคนที่จะเป็นผู้จัดการแต่ละบริษัทใช้เวลาเตรียมคน 1 ปี  ทุก 2 สัปดาห์ ผู้จัดการจะรู้เฉพาะเรื่องที่ทำไม่ได้ต้องรอบรู้ทันสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมทั่วโลก ทุกเรื่อง จนถึงสังคมระดับรากหญ้า เมื่อคนพวกนี้ไปเป็นผู้จัดการต้องมีมือ ก็คือผู้จัดการบุคคล  ผมดูแล คนเหล่านี้ ผู้จัดการบุคคล 50 คน พนักงาน 4 หมื่นกว่าคน  งานมาก  ต้องคิดระบบทำงานแล้วสอนให้ผู้จัดการทำงานแบบมีส่วนร่วมแล้วเขียนบันทึกออกมา เดือนละ 1 ฉบับ พบว่าผู้จัดการบุคคลเก่งเร็วก็เลยเอาหัวหน้าแผนกมาฝึกการทำงานแบบมีส่วนร่วมอีก  โดยให้ผู้จัดการบุคคลเป็นคนฝึกและถ่ายทอด เช่นเดียวกันกับการทำแผนชุมชน  ทำเพียงไม่กี่ตำบล  แล้วเกิดการถ่ายทอดความรู้และขยายผลไปเรื่อยๆ 
ในการทำแผนชุมชนต้องมีตัวชี้วัดว่า ชุมชนเอาจริงหรือไม่  การตั้งกลุ่มลงทุน  การลงทุนใดๆ ต้องทดลองเอง  แล้วนำมาสรุปเป็นเทคโนโลยี  โดยใช้ชาวบ้านทำ วิจัยเพื่อตนเอง  มีเวทีให้แลกเปลี่ยนประสบการณ์  เพื่อตัวเขาเอง


ปัจจุบันไม่ได้อยู่นิ่งๆ  มันเคลื่อนไปสู่อนาคตตลอด อนาคตที่เรามุ่งหวังก็คือสามารถพึ่งตนเองได้  หรืออย่างน้อยก็พึ่งพากันเองได้  สิ่งที่สำคัญต้องไปถอดทุนที่มีอยู่  ได้แก่ทุนทางสังคม วัฒนธรรม ภูมิปัญญา สิ่งแวดล้อม  ทรัพยากร  แล้วทำบนทุนที่มี  แล้วชาวบ้านจะไม่ผิดหวัง  และเชื่อว่าในยุคข้างหน้า  ใครถือทรัพยากรไว้ได้จะมีอำนาจสูง เพราะความรู้  เทคโนโลยีสามารถถ่ายทอดกันอย่างรวดเร็วมาก อะไรต่ออะไร  มันเปลี่ยนแต่รูปแบบ  การล่าเมืองขึ้นในอดีตนั้น  ปัจจุบันยังล่ากันอยู่เหมือนเดิม แต่รูปแบบเปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็น   การค้าเสรี  WTO GAT อะไรก็แล้วแต่  มันเป็นยุคแห่งการล่าทรัพยากร  ทุกวันนี้ทรัพยากรมันเสื่อมโทรมลง  ที่น่าเป็นห่วงคือ ที่ สปก. ที่กำลังจะแปลงสินทรัพย์เป็นทุน  ต้องระวังอย่าให้ถูกเปลี่ยนมือ  ต้องบอกเกษตรกรว่าทั้งชีวิตตัวจะตายอย่าขายที่ดิน  ไม่มีที่ดินจะเรียกตัวเองว่าเกษตรกรได้อย่างไร  ไม่สนใจว่าจะทำการเกษตรแบบใด  แต่ที่ดินต้องไม่เสีย ดินต้องไม่เสีย  น้ำต้องไม่เสีย  เขาถึงจะยั่งยืน  แต่คนจนในเมืองต้องพึ่งพา โครงการเอื้ออาทรต่างๆ เพราะเขาไม่มีทรัพยากร  เพราะฉะนั้นความยั่งยืนของเกษตรกรอยู่ที่ทรัพยากร  ดิน  น้ำ  ป่า  ความหลากหลายอันนี้ต้องไปให้ได้  ถามว่าเกษตรกรจะอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี  รักษาทรัพยากรได้อย่างไร ถ้าเขาไม่มีสติปัญญา  ความรับผิดชอบ  และไม่เข้าใจเรื่องการทำงานอย่างมีส่วนร่วม  ตรงนี้เป็น  key word ที่สำคัญ  สิ่งที่สำคัญ ต้องมีสติปัญญา มีความรับผิดชอบ แล้วต้องเข้าใจการทำงานอย่างมีส่วนร่วม จะช่วยให้เกษตรกรที่อ่อนแอแข็งแรงขึ้นทันท่วงที  ถ้าสติปัญญาเกิดช้า จะตายไปก่อน  ความรู้แจ้งรู้จริงต้องเกิดเร็ว  การทำงานแบบมีส่วนร่วมจะทำให้ความรู้เกิดได้  และเกิดเร็ว  ผมไม่เคยเชื่อเรื่องการแก้ปัญหาด้วยเงิน แต่ผมเชื่อเรื่องการแก้ปัญหาด้วยสติปัญญา ความรับผิดชอบ  การทำงาอย่างมีส่วนร่วม
 
ดร.ประทีป  วีระพัฒนนิรันดร์
มูลนิธิพลังนิเวศและชุมชน
prateep.v@pan-group.com