ปรับเปลี่ยนปรัชญาในการดำรงชีวิต

         “เรื่องของเศรษฐกิจพอเพียงเบื้องต้น อยากจะอธิบายตามความเข้าใจของผมโดยส่วนตัวว่า พระองค์ท่านกำลังสอนเราว่า ควรจะปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตตัวเองเสียใหม่ ปรับเปลี่ยนปรัชญาในการดำรงชีวิตใหม่ คือให้อยู่แบบปรัชญาไทยที่มีมาแต่ก่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่พึงกระทำ แต่เราหลงทางอยู่เป็นระยะเวลานาน ตอนนี้ให้เลี้ยวกลับมาสู่พื้นฐานเดิมที่เรามีอยู่ และมีความสุขมาโดยตลอด โดยมีความคิดหลักว่าอย่าอยู่ให้เกินตัว”

         พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540 แต่ถ้าหากใครติดตามความคิดแนวพระราชดำริ แนวพระราชทานกระแสมาตลอดจะเห็นว่าทรงยึดเรื่องนี้มาตลอด 53 ปีที่ทรงครองราชย์มาไม่ว่างานอะไรก็ตามจุดหมายปลายทางจะอยู่ตรงนี้

         จะเห็นได้ว่าพระองค์ท่านทรงเดินทางสายกลาง ไม่เคยมุ่งเพื่อเกิดความร่ำรวยหรืออะไรต่ออะไรเลย เพราะว่าได้ทรงเห็นอยู่ตลอดเวลาว่า ความร่ำรวยต้องเกิดจากความพร้อม แต่การที่เราไม่มีกินเป็นเรื่องอันตรายมากกว่า จะเห็นว่าทรงใช้คำว่า “การพัฒนาชนบทต้องระเบิดจากข้างใน”
 
         คำว่าระเบิดจากข้างในหมายความว่าให้คนข้างในพร้อมก่อน ไม่ใช่ทำจากข้างบนลงมา การนำโครงการต่างๆ ไปใส่ให้โดยที่ชาวบ้านไม่พร้อมที่จะรับ ผลสุดท้ายคนที่พร้อมกว่าก็มาฉกฉวยโอกาส เอาผลประโยชน์ต่างๆ ไปหมด
 
         ยกตัวอย่างที่เห็นง่ายๆ เช่น การตัดถนนเข้าหมู่บ้านห่างไกล นักพัฒนาก็ชื่นชมว่า หมู่บ้านนี้เจริญแล้ว เดินทางเข้าเมืองได้แล้ว แต่คนที่ได้ใช้ถนนคนแรกคือคนมีรถยนต์ ชาวบ้านที่ไหนจะเอาเกวียนมาใช้บนถนน วัวมันก็ร้อง เพราะมันร้อนเท้า ทางเกวียนคือทางเกวียน ทางรถคือทางรถ เพราะฉะนั้นคนที่มีความพร้อมกว่า มีอะไรมากกว่าก็จะเข้าไปสูบฉีด ผลสุดท้ายชาวบ้านดูเสมือนว่าจะมีสถานะดีขึ้น แต่กลับกลายว่าเป็นหนี้สินทั้งนั้น “ผมทำงานในชนบทมาตลอด 30 ปี ไปถามได้เลยทุกหมู่บ้านชาวบ้านเป็นหนี้เป็นสินเขาหมด เพราะความต้องการใหม่ๆ ถูกอัดฉีดขึ้นไปด้วย เกิดความหลงระเริง กู้เงินมาลงทุน จะได้รวยเอาความรวยเป็นที่ตั้ง”
 
         การปรับวิถีชีวิต
         สิ่งที่ในหลวงพูดมา คนก็ไม่ฟังมาโดยตลอด หลงระเริงกับฟองสบู่ เป่ากันเล่น สนุกสนาน แตกแล้ว แตกอีกก็ยังไม่รู้สึก ผลสุดท้ายท่านก็มาเน้นย้ำในวันที่ 4 ธันวาคม 2540 อีกทีหนึ่งซึ่งสถานการณ์รอบด้าน เอื้อให้คนต้องฟังแล้วตอนนี้
 
         จากกระแสพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540 ผมจับความที่ทรงสั่งสอนในวันนั้นได้ 3 ประการด้วยกัน ประการแรกคือ ให้เปลี่ยนวิถีชีวิตมายึดเอา
ระบบเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งตรงกันข้ามกับเศรษฐกิจการค้า (Trade economy) ซึ่งพระองค์ท่านรับสั่งว่า การค้าขาย การลงทุน ต้องกู้เงิน ต้องทำอะไร ต่ออะไรอีก ให้กลับมาสู่เศรษฐกิจพอเพียง นั่นเป็นคำแรกที่พระองค์ท่านสอน
 
         คำที่ 2 คือต้องอยู่อย่างเฉลียวฉลาด คือการทำอะไรต้องมีสติปัญญา อย่าหลงกระแสไปเรื่อยๆ เวลานี้เราบ้าประชาธิปไตย บ้าสิทธิมนุษยชน บ้าสิ่งแวดล้อม จนกระทั่งไม่รู้ว่าประโยชน์อยู่ตรงไหน ตรงไหนมีประโยชน์ ตรงไหนไม่มีประโยชน์ ไม่รู้ มันดี พูดกันอย่างนี้แล้วสนุกดี ก็ต้องไปอย่างนี้ พระองค์ท่านจึงต้องให้มีความเฉลียวฉลาด ให้รู้ว่าประโยชน์ของตัวเองอยู่ตรงไหนยังไง แล้วก็รู้สึกว่ามีระบบการจัดการ ไม่ใช่หลงกระแสแล้วไม่ทำอะไรเลย ลองสังเกตดูจะเห็นชัด พวกหลงกระแสว่าเป็นพวกสิ่งแวดล้อม ก็จะตีความว่าไม่ทำอะไรเลย อย่าไปแตะต้อง ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะต้องมีการจัดการ แต่จะจัดการอย่างไรให้มีของใช้หรือมีทรัพยากร ใช้อย่างต่อเนื่อง ตรงกับคำว่าการพัฒนาแบบยั่งยืนต่างหาก
 
         คำที่ 3 ที่พระองค์ท่านให้ไว้ คือว่า ต้องอยู่ในความสามัคคีธรรม ต้องขจัดความขัดแย้งในสังคม ที่มีอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
 
         เพราะฉะนั้นทั้ง 3 อย่าง เศรษฐกิจพอเพียง ความเฉลียวฉลาดหรือสติปัญญา แล้วก็อยู่ด้วย ความสามัคคีธรรม นั่นคือสิ่งที่พระองค์ท่านให้ไว้
 
         คราวนี้ลองดูลงไปในรายละเอียดอีกไล่ตั้งแต่คำแรก “เศรษฐกิจพอเพียง”
 
         เมื่อเราย้อนหลังกลับมาตั้งแต่แผนพัฒนาฉบับที่ 1 นับตั้งแต่วันที่เราย่างก้าวสู่สิ่งที่เรียกว่า ยุคใหม่แห่งการพัฒนานั้น เราก็ทำตามค่านิยมตะวันตกเอา Growth หรือความเจริญเติบโตเป็นตัวตั้ง มีแนวคิด   ที่เน้นการขยายออกไป สร้างความเจริญอย่างรวดเร็ว มีการก่อสร้างทาง สร้างเขื่อน สร้างสิ่งต่างๆ มากมายตามรูปแบบของตะวันตก ทั้งคุณธรรมความเป็นอยู่อย่างพอดีตามหลักพุทธศาสนา มุ่งไปสู่วัตถุนิยม ยึดถือตัวเงิน   เป็นที่ตั้ง
 
         เห็นชัดเจนว่าแผนฉบับที่ 3 กำหนดเลย เราต้องลดการเกษตร ทั้งที่การเกษตรเป็นจิตวิญญาณของคนไทย คนไทยเป็นเกษตรกรโดยชีวิตจิตใจ โดยธรรมชาติ สภาพสิ่งแวดล้อม ในแผนนี้กำหนดไว้เลย แต่เดิมสินค้าส่งออก รายได้ของคนไทยมาจากภาคเกษตรทั้งนั้น ไม่เคยมีอุตสาหกรรม เราบอกว่ารวยไม่เร็วพยายามตัดทอนสิ่งที่เราถนัดแต่รวยช้า ไปสู่สิ่งที่เราไม่ถนัดแต่คิดว่ารวยเร็ว และดำเนินการได้อย่างสำเร็จหลายประการด้วยกัน
 
         ที่ว่าสำเร็จคือ อันดับแรกพอเปิดตัวเลขอัตราความเจริญเติบโต (Growth) ขึ้นมา มีอัตราสูงมาก บางครั้งเป็นเลข 2 ตัว 10% 11% 8% 9% มาตลอด เรียกว่าทำสำเร็จ ผู้บริหารก็ดีอกดีใจคุยไปทั่วโลก ว่าการพัฒนาของไทยเป็นตัวอย่างของเอเซียเลยนะ พยายามจะเป็นเสือตัวที่ 5 เป็นคนไม่ชอบ อยากเป็น สัตว์เดรัจฉาน เอาตัวอย่างไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เราจะเป็นเสือตัวที่ 5 แล้ว ดีอกดีใจ
 
         อันดับที่ 2 เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับความสำเร็จคือ วิถีชีวิตของคนเปลี่ยนไป Thai Way of Life หรือวิถีชีวิตไทยทั้งหลายกลายเป็นชีวิตตะวันตก แย่งชิงกัน เพื่อจะได้เงินเดือนสูงๆ แข่งกันลงทุน ระบบประเพณีที่ดีหลายอย่างในชนบทหายไป ประเพณีลงแขกเราไม่มีแล้ว ต้องใช้วิธีว่าจ้างคนมาขุดดิน ขุดสระ ตัวเองขุด ไม่เป็นต้องไปจ้างรถขุดมา มันผ่านไปสู่ยุคของการใช้เงินตราเป็นที่ตั้ง
 
         อันดับที่ 3 คือความไม่พร้อม ความไม่พร้อมทางด้านบริหาร ระบบราชการที่เคยเป็นตัวนำมาตลอด ก็นำไม่ได้ไม่สามารถวิวัฒนาการตัวเองให้ทันกับการพัฒนาที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา การเข้าสู่ยุคข่าวสาร ข้อมูลช่วยกระตุ้นสิ่งต่างๆ ให้วิวัฒนาการอย่างรวดเร็ว ขณะที่โครงสร้างการบริหาร การเงิน การคลัง โครงสร้างการบริหารในเชิงการพัฒนาและบริหารทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ ล้าหลังหมดเลย ปัญหาทุกวันนี้ เกิดขึ้นจากระบบบริหารทั้งสิ้น คงต้องพูดตรงๆ อย่างนี้ มันไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลย ตัวบทกฎหมายก็ล้าหลัง การเปิดเสรีทางการเงินการคลัง โดยที่ตัวบทกฎหมาย พ.ร.บ.ต่างๆ เพิ่งมาออกหลังจากเกิดวิกฤตการณ์นี้เอง โครงสร้างการบริหารไม่มีความพร้อมแม้แต่น้อย
 
         การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากจนกระทั่งหลงไปสู่จุดหนึ่งผลสุดท้ายระบบที่สร้างขึ้นมาหลอกๆ บนพื้นฐานความไม่พร้อมก็พังครืนลงมาทับตัวเอง เราผลิตคนของเราไม่ทัน ข้างบนก็เป็นคนต่างชาติเข้ามา ในระยะช่วงฟองสบู่เราพองเต็มที่เราก็ต้องซื้อคน นักบริหารบ้านเมืองมีอยู่กระหยิบมือเดียว บริษัทนั้นก็ชอบบริษัทนี้ก็ต้องการเงินเดือนก็แพงขึ้น แพงขึ้นมีเงินเดือนก็ซื้อของ ซื้อๆๆๆ รถเบนซ์ 3 คัน ซื้อหมด เพราะต้องการรวยเร็ว ผลสุดท้ายพระองค์ท่านบอกมันไม่ใช่ พระองค์ท่านไม่ได้ปฏิเสธความรวย แต่รวยอย่างมั่นคงได้ไหม ทีละขั้น ทีละขั้น ค่อยเป็นค่อยไป สร้างพื้นฐานให้เกิดความพร้อมขึ้นก่อน
 
         เรื่องนี้พระองค์ท่านเตือนและได้สั่งมาเป็นระยะสิบๆ ปี หลายปีมาแล้ว แต่ว่าเราไม่ฟัง หลงระเริงอยู่กับเรื่องกิเลสทั้งหมด ข้าวของบางชิ้นซื้อกันมา นาฬิกาเรือนละล้าน กระเป๋าถือใบละ 2 – 3 หมื่น เนคไทเส้นละ 2 หมื่น สูทชุดละ 7 – 8 หมื่น ซื้อใส่กัน รถยนต์คันละ 12 ล้าน ขายพรึ่บเดียวหมด
 
         สิ่งเหล่านี้ทำให้วิถีชีวิตไทยถูกทำลายจนสิ้น พระองค์ท่านถึงได้เตือนสติ ทีนี้มาถึงจุดที่ทุกอย่างพังทลายหมด ถามว่าจะฟื้นกลับมาไหม ทุกคนพยายามพูดให้เป็นอย่างนั้น แต่ในขณะที่รอบตัวพังหมด อันที่จริงไม่อยากพูดเดี๋ยวจะเสียกำลังใจหมด แต่สรุปว่าชีวิตทุกข์ยาก ทีแรกบอกว่าหนึ่งปี ปีครึ่ง จะฟื้น ตอนนี้พูดกันถึงระยะ 5 ปี คุณศิวพร (ทรรทรานนท์) บอก 30 ปี
 
         อย่างที่บอกว่าไม่อยากพูดให้เสียขวัญไปกว่านี้ แต่เป็นเรื่องยากที่จะฟื้นกลับคืนมาเหมือนเดิม เพราะเราสร้างบ้านใหญ่เหลือเกิน โดยที่ไม่ได้วางเสาเข็มให้รับน้ำหนัก และภาวะอย่างนี้ไม่ใช่เราคนเดียว รอบๆ เราก็พังไปด้วย อเมริกาเองก็มีวิกฤติ ญี่ปุ่นที่เคยผงาด ก็เจอปัญหา จึงต้องกลับมายืนบนพื้นฐานของความเป็นจริงว่า ไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับการพออยู่พอกิน คือคำที่ 2 ที่พระองค์ท่านให้ ให้อยู่แต่พออยู่พอกิน เมื่อวันก่อนอ่านข่าวยังมีคนอดอยากอยู่มากมายจนต้องปล้นสะดมแม้กระทั่งอาหาร นี่เองที่สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าสิ่งสำคัญของมนุษย์คือมีอาหารเพียงพอ
 
         ผลสุดท้ายต้องกลับมาหลักพุทธปัจจัย 4 ตามหลักปัจจัย 4 ไม่ได้บอกให้อยู่บ้านหลังละ 20 ล้าน 30 ล้าน แต่บอกให้มีที่พักพิงอาศัยที่พอสมควร มีเสื้อผ้าใส่พอสมควร มียารักษาโรค มีสุขภาพ อนามัย มีอาหารพอเพียง ผลสุดท้ายก็ต้องมาสู่ปรัชญาเบื้องต้นคือการรู้จัก “พออยู่พอกิน” เพราะฉะนั้นเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียงเบื้องต้น อยากจะอรรถาธิบายตามความเข้าใจของผมโดยส่วนตัวว่า พระองค์ท่านกำลังสอนเราว่า ควรจะปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตตัวเองเสียใหม่ ปรับเปลี่ยนปรัชญาในการดำรงชีวิตเสียใหม่ คือให้อยู่แบบปรัชญาไทยที่มีมาแต่ก่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่พึ่งกระทำแต่เราหลงทางอยู่เป็นระยะเวลานาน ตอนนี้ให้เลี้ยวกลับมาสู่พื้นฐานเดิมที่เรามีอยู่และมีความสุขมาโดยตลอดโดยมีแนวความคิดหลักว่าอยู่อย่าให้เกินตัว
 
 
         ทฤษฎีใหม่ในเศรษฐกิจพอเพียง
         เศรษฐกิจพอเพียงใช้ได้ทั้งสำหรับคนกรุงเทพและคนชนบทหมายความว่ากำหนดความพอดีให้กับตัวเองของแต่ละคน คือไม่ใช่ว่าทุกคนถูกลดให้จนลงไปหมด ถ้าคุณมีเสื้อผ้าพอจะใส่ได้ก็ใส่แล้วกัน ไม่ต้องไปขวนขวาย ไม่ต้องไปกู้เงินหาความร่ำรวยจนเลอะเทอะ ถ้าคุณเป็นเกษตรกรคุณก็ทำเกษตรไปก็แล้วกันพระองค์ท่านยังสนใจต่อเกษตรกรเพราะเป็นส่วนที่ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยที่สุด เลยแนะนำเรื่องทฤษฎีใหม่ให้
 
         เพราะฉะนั้นต้องแยกให้ดี ประเด็นแรกหลายคนพูดจนกระทั่งปนเปกัน ระหว่างเศรษฐกิจพอเพียงกับทฤษฎีใหม่ คือเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเรื่องปรัชญา วิถีชีวิตในการดำรงของคนทุกหมู่ทุกเหล่า ส่วนทฤษฎีใหม่นั้นเป็นวิธีการสำหรับเกษตรกรรายย่อยเป็นวิธีที่สอนให้รู้จักการทรัพยากรธรรมชาติของเขาคือดินน้ำต้นไม้ พืชผลต่างๆ การเลี้ยงสัตว์ เพื่อให้หลุดพ้นจากคำว่าไม่มี
 
         นอกจากความเฉลียวฉลาด เราต้องมีสติปัญญาด้วย คือคนที่อยากอยู่อย่างเศรษฐกิจพอเพียง แต่ขาดสติปัญญา ก็เป็นปัญหา ยกตัวอย่าง คน 2 คนปลูกยูคาลิปตัส ปลูกพร้อมๆ กัน พอปีที่ 7 คนหนึ่งก็ตัดไม่ได้ใช้สติปัญญาเท่าไร่ พอโตก็ตัดต้นขายกิโลละบาท ต้นหนึ่งอาจขายได้สัก 400 - 500 บาท อีกคนหนึ่ง คุณสุทธินันท์ อยู่ที่บุรีรัมย์เริ่มตั้งแต่ศึกษาพันธุ์ เลือกที่เหมาะสมกับพื้นที่มาปลูก พอโตได้ 3 – 4 ปีแรก ตัดกิ่งมาเผาถ่าน ใส่กระสอบขายก็ได้แค่ 70 – 80 บาท ก็เลยเอามาเรียงห่อเป็นถุงเล็ก ถุงละกิโล 2 กิโล  เป็นถ่านบาร์บีคิว ขายในราคาไม่แพงมาก พอกิ่งก้านโตหน่อยก็ตัดลงมาไปทำของเล่นไม้ พอถึงปีที่ 7 จึงตัดต้นลงมาผึ่งให้แห้ง แล้วส่งไปทำเฟอร์นิเจอร์ไม้
 
         จะเห็นว่าต้นไม้เดียวกัน ชนิดเดียวกัน ขณะที่คนหนึ่งขายได้ 500 บาท คุณสุทธินันท์เบ็ดเสร็จได้ประมาณ 12,000 บาท ต่างกัน 25 เท่าตัว อันนี้คือการใช้สติปัญญาความเฉลียวฉลาด ต้องดูทรัพยากรรอบข้างว่าจะใช้เป็นประโยชน์อย่างยั่งยืนอย่างไร ไม่ใช่อย่างที่ผ่านมาใช้แบบฟองสบู่เห็นป่าไม้ก็ตัดหมด
 
         คำที่ 3 สามัคคีธรรม แน่นอนที่สุดเรื่องความสามัคคีคือ การที่จะต้องกลับไปใช้หลักการของไทย แบบเดิมๆ เราต้องอยู่ด้วยความประนีประนอม เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง เอื้ออาทรต่อกันและกัน ซึ่งในเวลานี้สังคมประชาธิปไตยไม่มีสิ่งเหล่านี้แล้ว มีแต่เอาชนะคะคาน ต่างฝ่ายต่างมุ่งเอาประโยชน์ของตน ของกลุ่มของเหล่า จนกระทั่งเกิดทะเลาะเบาะแว้งความขัดแย้งในสังคมเริ่มมีมากขึ้น จนถึงในจุดที่น่าเป็นห่วง
 
         หลัก 3 ประการที่พระองค์ท่านให้มาผมคิดว่าถึงเวลาที่เราต้องคิด พระองค์ท่านรับสั่งไว้ว่าถ้าทำได้ แม้กระทั่งเศษหนึ่งส่วนสี่ของประเทศ ประเทศชาติก็รอดแล้ว ผมคิดว่าท่านหมายถึงคนเศษหนึ่งส่วนสี่ที่อยู่ในสภาพยากจน และไม่มีขีดความสามารถที่จะช่วยเหลือตนเองได้ อย่างน้อยให้เขาขึ้นมาสู่ระดับพออยู่พอกิน ปัญหาสังคมจะไม่เกิดขึ้น เขาก็ไม่ต้องมานอนหน้าทำเนียบอยู่ตลอดเวลา
 
         เวลาเราพูดถึงเศรษฐกิจพอเพียง เรามักพูดควบคู่ไปกับทฤษฎีใหม่ อยากให้คำอรรถาธิบายในส่วนนี้ สักนิดหนึ่ง ในส่วนของเกษตรกร ก็ทรงแนะนำทฤษฎีใหม่ซึ่งคือวิธีการที่เขาควรจะจัดการกับพื้นที่ของเขาอย่างไร และทรงออกสูตรมาว่า 30 30 30 10 ปัจจัยแรกที่สุดในการทำการเกษตรคือน้ำ ถ้าไม่มีน้ำเรื่องเกษตรก็ไม่มีทางทำได้หรอก เพราะฉะนั้นประการแรกต้องมีน้ำ
 
         ประการที่สอง ต้องคิดว่าถ้าให้ตัวเองเป็นเมืองขึ้นกับระบบนอกประเทศ ขึ้นกับไอเอ็มเอฟ ขึ้นกับระบบเงินตรา อัตราแลกเปลี่ยน จะทำอย่างไรให้เราหลุดจากบ่วงนี้ได้ ทางออกก็คือต้องอยู่ด้วยพื้นที่ตัวเอง  พระองค์ท่านบอกว่า 30% นั้นควรปลูกข้าวไม่ใช่สำหรับขาย แต่ปลูกไว้บริโภค ส่วนอีก 30% ควรปลูกไม้ผล พืชพันธุ์ผัก และอีก 10% ต้องปลูกบ้าน ทำโรงเก็บอะไรต่างๆ เพิ่มเติม ถนนหนทาง สร้างเล้าไก่อะไรบนนั้น  เมื่อมีระบบการจัดการนี้แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นครอบครัวเกษตรกรเป็นอิสระ มีเสรีภาพ ชีวิตของตัวเองขึ้นกับที่ดิน ของตัวเอง ทรัพยากรที่ตัวเองเป็นเจ้าของภายใต้ระบบการจัดการของตัวเอง เพราะมีครบหมดมีข้าวกิน มีไก่กิน   มีปลา มีโปรตีนราคาถูกกิน มีพืชผัก คราวนี้เงินบาทลอยไปเท่าไรก็ไม่สนใจ ส่งออกจะได้หรือไม่ได้ก็ไม่สนใจ หลุดออกจากเงื่อนไข พันธนาการของระบบเศรษฐกิจใหม่
 
         พระองค์ท่านทรงยกตัวอย่างที่ดิน 15 ไร่ ทุกคนก็บอกว่า ถ้าไม่ใช่ 15 ไร่ ทำไม่ได้มันไม่ใช่ ท่านอุตสาห์ตีมาเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วเปอร์เซ็นต์นั้นก็ปรับยืดหยุ่นท่านต้องการให้คนเฉลียวฉลาด บางคนอยู่ใกล้แหล่งน้ำ อยู่ใกล้คลองชลประทาน อยู่ใกล้แม่น้ำก็ไม่จำเป็นต้องไปขุดบ่อใหญ่โต เปลืองพื้นที่ถึง 30% ก็ได้ อาจจะขุดเหลือแค่ 10% ก็ได้เพราะเติมน้ำได้ตลอดเวลา อยากฝากข่าวนี้ไปบอกให้ปรับเปลี่ยนความเข้าใจด้วย ข้าราชการที่ไปแนะนำชาวบ้านก็บอกอย่างนั้นด้วยความเคร่งครัดว่าต้องมีที่ดิน 15 ไร่นะไม่งั้นไม่ใช่ทฤษฎีใหม่ แสดงว่าตีไม่แตก พระองค์ท่านอุตสาห์แตกเป็นเปอร์เซ็นต์ให้ดูจะยืดหดจะมีที่ 50 ไร่ มากกว่านั้น หรือน้อยกว่าก็เอาสัดส่วนนั้น พระองค์ท่านคำนวณเรื่องน้ำ เรื่องอื่นๆ มาให้อย่างละเอียด ที่ไหนแล้งน้ำ  ก็ต้องขยายมากขึ้น เราควรใช้ประโยชน์ในสระนั้นเป็นที่เลี้ยงปลาเลี้ยงเป็ดก็ได้ ก็เอาสัดส่วนนี้แหละ ความจริงหลักใหญ่ๆ ก็มีอยู่แค่นี้ที่พูดสั้นนิดเดียว ชัดเจนมาก พระองค์ท่านรับสั่งอะไรคนไม่ค่อยแปล รับไปเลย อย่างเมื่อสองสามวันมานี้ ชาวบ้านบอกว่ามีที่ดินอยู่ 17 ไร่ ไปปรึกษาเกษตรกร เกษตรกรบอกว่าทำไม่ได้หรอกต้องมี 15 ไร่ ต้องตัดทิ้งไป 2 ไร่ ฟังแล้วก็กลุ้มใจนะ แต่พระองค์ท่านก็ชี้แจงอยู่เรื่อยๆ
 
 
         สูตรปฏิบัติของคนเมือง
         พอพูดถึงเศรษฐกิจพอเพียง คงจะนึกภาพว่าต้องกลับไปทำเกษตร แล้วก็มีคำถามตามมาว่า คนในอาชีพอื่นๆ จะทำอย่างไร
 
         ผมเรียนให้ทราบตอนต้นแล้วว่า คำว่าเศรษฐกิจพอเพียงนี้เป็น Philosophy สำหรับทุกคนคงเป็นไปไม่ได้ถ้าคนทั้งประเทศนี้จะต้องไปทำเกษตรหมด นี่คือวิถีชีวิต ต้องปรับวิถีชีวิตใหม่ คนอยู่ในกรุง คุณอาจจะกังวลว่าฉันไม่มีที่ดิน ฉันจะทำอย่างไร ที่เป็นเช่นนี้เพราะไปผูกเศรษฐกิจกับทฤษฎีใหม่ว่าเป็นเรื่องเดียวกัน ทั้งที่ท่านชี้แนะสำหรับเกษตรกรเท่านั้น
 
         ส่วนคนในกรุงก็อย่างที่บอกคือหลงระเริงไปกับค่านิยมใหม่จนกระทั่งกินอยู่ฟุ่มเฟือย จนกระทั่งละทิ้งข้าวแกงไปกินแฮมเบอร์เกอร์ หลายสิ่งเปลี่ยนไปหมดแล้ว สรุปว่าสำหรับคนในกรุงในเมือง ไม่ว่าอาชีพอะไรก็ให้ปรับเปลี่ยนมาใช้ชีวิตที่พอดี และอยู่อย่างพอดี มีขีดความสามารถที่จะนั่งรถคันเล็กๆ ก็นั่ง ไม่ใช่ซื้อรถคันใหญ่ๆ มาแล้วผ่อนไม่ไหวต้องให้ ปรส. ยึดไปขายทอดตลาดอย่างนี้ เป็นต้น สมควรอยู่บ้านหลังแค่นี้ แต่ไปผ่อนบ้าน เป็นร้อยตารางวา เพราะหลงระเริงว่าเงินเดือนเยอะแยะเหลือเกิน นี่คืออยู่ไม่พอดีตัว
 
         เพราะฉะนั้นไม่ใช่ให้ทุกคนหันไปทำการเกษตรหมด กิจกรรมอื่นก็ต้องทำ ถ้าไปทำเกษตรหมด ก็หมายความต้องเปลี่ยนประเทศทั้งประเทศเป็นยุคก่อน ตื่นเช้าขึ้นมาก็ต้องตามไปจับตัวอะไรต่ออะไรมากิน เป็นอาหาร ซึ่งคงไม่ใช่ จึงต้องย้ำว่าอย่านำไปปนกัน เศรษฐกิจพอเพียงคือวิถีชีวิต คือเราต้องกำหนดปรัชญาชีวิตเสียใหม่ ให้อยู่อย่างพอดี พอมีพอกิน อย่าไปหลงระเริงเอาเงินเดือนแพงๆ ซึ่งคนที่ได้เงินเดือนเป็นแสน เวลานี้ให้ 2 หมื่นก็เอา คุณค่าจริงๆ อาจมีเท่านั้นก็ได้ ที่แล้วมาเป็นค่าหลอกๆ เหมือนเล่นการพนัน
 
         ที่แล้วมา ต้องบอกว่าประเทศของเรา ตัวผมเองมองว่าเหมือนเราเล่นการพนัน ประกอบธุรกิจการพนันกัน ใครมีที่ดินก็สร้างสร้าง สร้างขึ้นมาเต็มไปหมด ตอนแรกก็ร่ำรวยกันเหมือนแชร์แม่ชม้อย คนเล่นตอนแรกก็รวยกันเป็นแถว พอถึงจุดหนึ่งสร้างกันอย่างไม่มีเหตุผลไม่มีผลสร้างกันเกินความต้องการ      อยากรวยกันอย่างเดียว ผลสุดท้ายก็เหลือแต่ซากขึ้นไปครึ่งเดียวจบอย่างนี้เป็นต้น
 
         เพราะฉะนั้นขอเรียนให้ทราบอีกทีหนึ่งว่า ไม่ใช่ให้ทุกคนกลับไปทำเกษตร แต่คนไหนพอที่จะกลับไปทำได้ หรือมีความจำเป็นก็กลับไป กลับไปถ้าทำได้พัฒนาตัวเองไปก็ดี เป็นเรื่องที่ดีคนไหนทำไม่ได้ สิ่งสำคัญคือ ต้องปรับชีวิตมากกว่า อย่าให้หลงระเริง เพราะไม่มีประโยชน์อะไรเลยทั้งสิ้น มันทำลายตัวเองทำลายทุกสิ่งทั้งระบบ
 
         แม้กระทั่งการลงทุน เวลานี้นักลงทุนอยากกลับมาขายแซนด์วิช ถามว่ากิจกรรมไหน คือกิจกรรมที่เขาคิดว่าร่ำรวยที่แท้จริง การลงทุนสมัยก่อนทำเป็นแฟชั่น นักเศรษฐศาสตร์ลงความเห็นว่าต้องลงทุนธุรกิจประเภทนี้ ต้องไปอย่างนี้ ต้องกู้เงินอย่างนี้ บัดนี้คือของจริง ขายแซนด์วิชได้กำไรกว่ากันเยอะเลยทั้งที่แต่ละวันเราอาจจะได้น้อย แต่ได้ตลอดไป สำคัญที่สุดคือเลี้ยงดูครอบครัวได้ ตอนนั้นว่ากันว่าสิ่งทอกำลังบูม ตรงนี้ก็กำลังดี ก็ขยายโรงงานใหญ่ เมื่อวันก่อนไปโรงงานรถยนต์ ตอนนี้ยุบเหลือแค่โรงเดียว คือไม่ใช่ให้ปฏิเสธการลงทุน แต่ต้องไม่ทำแบบการพนัน หวังรวยเร็ว คนผลิตรถยนต์ก็ไม่มีทางจะกลับไปทำเกษตรได้ ก็ให้กลับไปสู่ความพอดี รถเก๋งขายไม่ออก แสดงว่าความต้องการบริโภคไม่มี แสดงว่าผลิตเกินความต้องการ
 
         อย่างไรก็ตาม สุดท้าย หลังจากชำนาญแล้วเข้าไปเรียนรู้ระบบตลาดได้เองแล้ว มีพลังต่อรอง กับบริษัทใหญ่ได้แล้ว ตอนนั้นท่านบอกให้ไปร่วมมือกับธนาคาร กู้มาบ้างก็ยังได้ แต่ว่าตอนนั้นต้องแข็งแรง เพียงพอแล้ว
 
         ช่วงที่ผ่านมา มีการพูดขยายความเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงกันออกไปอย่างสับสน เท่าที่สัมผัสมาเป็นการลงมือที่ตรงปลายแต่ก็จำเป็นต้องทำ สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือ ทำอย่างไรจะให้เกิดความเคลื่อนไหว เกี่ยวกับกระแสของเศรษฐกิจพอเพียงขึ้นมาในจิตใจคนได้ ตรงนี้ต่างหากที่ไม่มีใครทำ กระทรวงกี่กระทรวงก็รวมกันทำแต่เรื่องเกษตร
 
         เศรษฐกิจพอเพียงเป็นทฤษฎีใหม่ ผมบอกแล้วว่าคนมักพูดเรื่องเศรษฐกิพอเพียงกับเรื่องทฤษฎีใหม่เรื่องเดียวกัน ด้านเกษตรกรรมก็ต้องลุยกันไป ต้องสร้างความพอมีพอกินให้เกิดขึ้นมาบนแผ่นดินให้ได้ แต่ที่เหนือกว่านั้นก็คือ ปรัชญา อย่างเรื่องประหยัด เศรษฐกิจพอเพียงต้องประหยัด ผมถามว่ามีโครงสร้างกระแสนี้ในบ้านในเมืองไหม ขณะที่เราไปสู่ความจนเข้าทุกทีๆ ตั้งแต่ข้างบนยันข้างล่างมีใครแสดงออกมาสร้างกระแสอย่างจริงจังไหม
 
         ตรงนี้ต่างหากที่อยากเห็นเหลือเกิน ให้รัฐบาลออกมารณรงค์การประหยัด เริ่มตั้งแต่การแต่งกายของข้าราชการ ไม่มีบังคับให้ประหยัดหรือสร้างกระแสเหมือสมัยพลเอกเปรม  ติณสูลานนท์ เลย เมืองไทย ต้องยอมรับว่ายังเชื่อผู้นำอยู่ ผู้นำนำอย่างไหน อย่างน้อยพวกผู้ใต้บังคับบัญชาหรือลูกน้องจะตาม ก็จะตามมาเป็นลำดับเลย ตอนนี้ทุกคนก็ยังขี่รถคันโตๆ อยู่ ข้าราชการต่างคิดว่าผม ซี 11 รถผมต้องราคา 1 ล้าน 5 แสน ซี 10 ต้อง 1 ล้าน 2 แสน ซี 9 ต้อง 9 แสนกว่า หรือ 8 แสนกว่า คนขับรถราคา 1 ล้าน 2 แสน ก็อยากเปลี่ยนมาเป็น 1 ล้าน 5 แสน คนขับรถล้านห้า ก็อยากเปลี่ยนต่อไปอีก เป็นความอยากที่ไม่มีวันจบสิ้น
 
         อย่างตอนนี้ ยกตัวอย่างตัวผมเองไม่เห็นจำเป็นจะต้องนุ่งผ้าม่อฮ่อมให้แปลกไปจากคนอื่น เรามีอะไร ก็ใส่อย่างนั้น คือตอนนี้เศรษฐกิจไม่ดี เราก็ไม่ต้องซื้อใหม่ เพราะของเดิมมีเต็มตู้อยู่แล้ว ก็ใช้เท่าที่มีอยู่ก่อน ต้องหยุดความฟุ่มเฟือยให้ได้เสียก่อนแล้วต้องสร้างกระแสรณรงค์ขึ้นมา
 
         การที่เราไม่สร้างกระแส ถึงได้มีการคอรัปชั่น ถึงได้โกงกัน เพราะยึดถือเงินเป็นที่ตั้ง เล่นการเมือง ก็ต้องหาเงินหาเสียงก็ต้องเงิน ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมก็ต้องเงิน เงินเป็นเกียรติยศ เป็นทุกอย่างต้องลบล้างภาพ ตรงจุดนี้ออกไปได้ไหม
 
         เพราะฉะนั้นผมบอกว่าเศรษฐกิจพอเพียงต้องสร้างขึ้นมาด้วยความรู้สึกในจิตใจขึ้นมาให้ได้ แต่จุดนี้ผมยังเห็นว่าหลังจากมีพระราชกระแสรับสั่งแล้ว ไม่มีใครทำ ผมพยายามยกตัวอย่างพระเจ้าอยู่หัวว่า ฉลองพระองค์ที่ทรงสวมเวลาไปชนบทกับฉลองพระบาทที่ทรงสวมต่างๆ กี่สิบฤดูท่านก็ใส่อย่างนั้น ตัวเดิม รองเท้าก็ไม่เปลี่ยนกันเลย จนเวลานี้เราไม่ใส่กันแล้วด้วยซ้ำไปยี่ห้อนั้น ดินสอ ท่านก็ใช้จนสั้น ประหยัดหมด ทุกคนดูด้วยความประทับใจ แต่ไม่มีใครทำตาม ผมว่ากระบวนการที่เหลือต้องทำตรงนี้ ตอนพลเอกเปรมทำก็ซาบซึ้งเห็นคุณค่ากัน แต่ก็ไม่เห็นมีใครทำต่อ เชียงใหม่ก็มีวันจันทร์ หรือวันอะไรแต่ชุดพื้นเมืองนั่นก็สอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมด้วย ประหยัดก็ประหยัด
 
         ผู้นำต้องแสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างก่อน ผมพยายามพูดหลายที่ต่อหน้าผู้ใหญ่หลายคนแล้วว่า ขยับกันบ้าง ควรจะทำกระแสให้เป็นที่ยอมรับพร้อมกันหมดทั้งประเทศ ว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่เราควรจะเคารพเป็นสิ่งที่มีเกียรติ ไม่งั้นก็เป็นอย่างนี้ นายแต่งตัวโก้หรูมา ฉันก็ต้องแต่งตัวตาม วันที่ประชุมวุฒิสภา ผมก็แต่งตัวในสูท วันไหนไม่มีอะไร ผมใส่ธรรมดา บางทีผมใส่ซาฟารีเข้าไปคนมองหน้า เราก็ไม่อยากฝืนโลกให้มากเกินไป เสื้อตัวนี้ใส่ตั้งแต่อยู่ วปอ.11 ปีแล้ว มีหลักฐานอยู่ วันที่ 1 เดือน 2 ปี 2529 11 ปีมาแล้ว ก็แค่นั้นเราควรเดินทางสายกลางพอไม่ต้องถึงขนาดปรุงแต่งจนกระทั่งไม่ใช่ของจริง มันกลายเป็นเรื่องหลอกไปอีก มีอะไรก็ใส่อย่างนั้น
 
         ในช่วงที่เป็นบ้านเมืองเป็นหนี้สินเยอะแยะต้องจ่ายดอกเบี้ยมากมาย หลายคนสงสัยว่าเศรษฐกิจพอเพียงจะช่วยให้เราเห็นแสงสว่างได้หรือ ขอยืนยันว่าถ้าเราปฏิบัติกันจริงจังอย่างน้อยเราจะได้เห็นแสงสว่างซีกประชาชน ต้องแยกแยะกันให้ดีประการแรกชีวิตประจำวันของประชาชน ถ้าทุกคนมุ่งไปสู่เศรษฐกิจพอเพียง เราลดความทุกข์ของเราไปได้เยอะ จะเห็นว่าความทุกข์ของเรานั้น ครึ่งหนึ่งมาจากความอยากของเรา ซึ่งไม่ใช่ความอยากจริงหรอก เพราะทุกคนเคยอยู่อย่างนี้ แล้ววันหนึ่งลงมาอยู่อย่างนี้ เกิดทุกข์ก็จริง แต่ไม่ใช่ทุกข์จริงหรอก ทุกข์จริงคืออดตาย ถ้าใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง อย่างน้อยในส่วนของประชาชน จะช่วยปลดเปลื้อง    ไปได้มากทีเดียว
 
        ในส่วนหนี้สินของชาติเป็นอีกเรื่องหนึ่ง อันนี้เราก็ต้องสร้างเงินตรา เป็นลูกหนี้เขาก็ต้องหาเงิน มาผ่อนใช้ ก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลต้องดำเนินการ สิ่งไหนที่จำเป็นต้องทำก็ต้องทำแล้วต้องอย่าตามใจคนอื่นเขา ควรจะยึดถือผลประโยชน์ของประเทศที่แท้จริงเป็นที่ตั้ง ต้องแยกแยะให้ถูก
         เรื่องที่ว่าทำอย่างไรจะให้ประชาชนอยู่ได้ ก็ต้องให้กระทรวง ทบวง กรม ร่วมมือร่วมใจกัน ทำให้มากกว่านี้ ไม่ใช่วัดครึ่งหนึ่งกรรมการครึ่งหนึ่ง อย่างที่เป็นอย่างทุกวันนี้ ถ้าทำอย่างนั้นได้ในแง่ของประชาชน เชื่อมั่นว่าจะหลุดจากความทุกข์ได้ เรื่องหนี้สินไม่อยากคิด มันท่วมจนกระทั่งพูดไม่ออกแล้ว
 
         ผมมักจะยกตัวอย่างตัวเองเป็นที่ตั้ง ผมมีชีวิตที่ราบเรียบอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่ยุคฟองสบู่ก่อนแตก หรือแตกแล้ว รถส่วนตัวผมมีอยู่คันเดียวคือรถโฟล์คเต่า เสาร์อาทิตย์ผมก็ขับเล่นของผม ผมอยู่ของผมง่ายๆ บ้านช่องผมอยู่สมฐานะไม่มีประเภทใหญ่โตไปทั้งบ้าน บ้านผมไม่มีห้องรับแขกใครมาผมก็รับแขกที่ระเบียง แต่ผมไม่ทุกข์ร้อนอะไร ฟองสบู่แตกหรือไม่แตกผมก็ไม่ทุกข์ร้อนอะไรเลย ตกเย็นเราก็กินน้ำพริกปลาทู ปลาทูแพงนะตอนนี้ไม่ใช่ถูก มีอะไรเราก็กินอย่างนั้น ไม่ใช่ไปกินของแพงหรูหราผมก็ไม่เห็นเดือดร้อน ผมก็เลยคิดว่าถ้ากลับไปยึดหลักพอเพียง ถ้าทุกคนทำอย่างนี้ก็ดี ถ้าคนไหนอยากขี่รถคันละล้าน เขามีเงินเหลือเฟือก็ว่าไปแต่ไม่ควรจะเกินนั้น
 
         นอกจากนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดและอันนี้เป็นพระราชกระแสฝากไว้ว่า “ถึงเวลาแล้วที่คนอยู่ข้างบนจะต้องลงไปช่วยคนที่อยู่ข้างล่าง ท่านบอกพีระมิดพวกศักดินาอยู่ข้างบน หมายความว่าพวกนายทุน พวกนายธนาคาร พวกเศรษฐี ถึงเวลาแล้วที่จะต้องกลับมาแบกฐานพีระมิดแล้ว ฐานพีระมิดจะต้องคว่ำแล้วคือเดิมคนอยู่ข้างบน เติบโตขึ้นมาเพราะอาศัยฐานล่าง แต่เวลานี้ฐานล่างเขาลำบากแล้ว ก็ต้องกลับมาช่วยเหลือเขา จะยากดีมีจนอย่างไรก็ยังมีมากกว่า ถึงเวลาแล้วที่คนเหล่านี้จะต้องมาแบกภาระช่วยเหลือ ถึงคราวต้องเจือจานไป แล้วเปลี่ยนบทบาทกันบ้าง อันจะต้องช่วยกัน” ผมฝากไปด้วย และเป็นที่น่าดีใจว่าตอนนี้มีหลายรายที่สนใจและลงมือทำ
 
         อย่างเมื่อไม่กี่วันนี้ท่านเสด็จฯ ไปที่ที่ดินย่านพระรามเก้าความหมายสำคัญคือท่านต้องการสื่อข่าวให้เห็นว่าแม้กระทั่งอยู่ในกรุงเทพฯ คนที่ซื้อที่ดินไว้หวังว่าราคาจะขึ้นขายได้ร่ำรวยแล้วเวลานี้ก็ขายไม่ออก ราคาตกอยู่ทำอะไรได้ไหม อย่าทิ้งให้มันว่างเปล่าอย่างนั้น
 
         ที่ดินตรงพระรามเก้าเป็นที่ที่ไม่ดีเลย เป็นที่ทิ้งวัสดุก่อสร้าง ท่านก็อุตสาห์เก็บออกมา เอาดินใส่หน่อยปลูกผักก็ขึ้น ชาวบ้านแถวนั้นเขามาช่วยบรรจุหีบห่อเขามีรายได้ตกเย็นก็หิ้วผักกลับไปด้วย เท่ากับเราก็ได้ แบกภาระสังคมส่วนหนึ่งแล้วถ้าเศรษฐีทุกคนทำอย่างนี้เศรษฐีจน นั่นหมายถึงเขารวยน้อยลงหน่อยแต่ไม่ใช่หมดตัว พอที่จะควักมาเจือจานและแบกภาระเลี้ยงดูคนที่อยู่ตรงฐานพีระมิดได้ไหม เพราะเวลาที่ร่ำรวยเราก็อาศัยเขา ก็ควรถึงเวลาที่เราช่วยเขาบ้าง
 
         มีอีกราย เจ้าของบริษัทเจโมโพลิส มีที่ดินพันไร่ที่เชียงรายเป็นเศรษฐีค้าขายเพชรนิลจินดา บอกว่าอาจารย์ครับผมมีที่ดินพันไร่จะทำอะไรดี ก็เลยบอกว่าให้ซอยเป็นไร่ๆ ชิ้นเล็กๆ พวกที่ตกงานมาก็จะได้ให้เขา เช่าไป เช่าถูกๆ ก่อน ถ้าคุณมีเงินลงทุน คุณสร้างโรงงาน ผลิตเกษตรแบบใหม่ออกมาขาย มีคนติดต่อเรื่องตลาดให้ ช่วยกันคนละไม้คนละมืออย่างนี้ก็พอแล้ว ก็คงจะพอช่วยให้ประเทศชาติคงอยู่ได้ไปรอด แต่ถ้าทุกคนรวยแล้วหนี รวยแล้วหนีอย่างหลายคนที่เป็นอยู่ในขณะนี้บ้านเมืองตาย พระองค์ท่านก็แสดงให้ดูหมด อย่างที่พระองค์ท่านเสด็จตรงพระรามเก้า เห็นชัดเจนว่าทรงต้องการให้สื่ออะไรบางอย่างออกไป สื่อข่าวว่าที่ส่วนพระองค์ทรงทำแล้ว
 
         ที่ดุสิตธานีก็รู้สึกทำแล้ว คุณหญิงชนัตถ์ (ปิยะอุย) ท่านก็พูดว่าหลังจากปลดคนงานแล้วก็เอาคนงาน ที่ปลดไปทำเกษตรในพื้นที่ดินว่าง เพราะรอบนี้น้ำเยอะ ฝนดีมาก เมื่อไม่ทำอะไรน้ำก็ไหลลงน้ำเจ้าพระยาหมด   ไม่มีประโยชน์ ที่ดินที่มีเหลืออยู่ก็ควรใช้ให้เป็นประโยชน์ คนที่ว่างงานอยู่ก็จะได้มีอาชีพต่อ แล้ววิญญาณเกษตรนี้ไม่ต้องฝึกกันนานหรอก อบรมนิดเดียวก็เป็นกันหมดแล้วเพราะเป็นสิ่งที่ฝังอยู่ในจิตใจของคนไทย
 
         นี่แหละเป็นตัวอย่างของความสามัคคีซึ่งตอนนี้ถึงเวลาแล้ว ที่จะต้องสามัคคี เอื้ออาทรต่อกัน เมตตาต่อกัน ช่วยเหลือกันถามว่าคุณเสียประโยชน์อะไรหรือไม่ คุณทิ้งที่ดินไว้เปล่าๆ ต่อไปก็จะเสียภาษี ทำไมไม่เอาออกมาช่วยเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน คุณก็ไม่ต้องเสียอะไร คนอาจจะให้เขาเช่า หักผลประโยชน์กลับมา ทุกคนก็ได้ประโยชน์หมด ทำกันได้มั้ย ไม่ใช่ได้โฉนด แล้วนั่งรอ ซื้อมาร้อยแล้วนั่งรอให้เป็นพัน ซื้อพันขายหมื่นเหมือนเล่นแชร์ เรื่องที่ดิน เรื่องเรียลเอสเตท เล่นเหมือนการพนัน การลงทุน อย่างคนเล่นหุ้น ครึ่งหนึ่งก็เล่น แบบการพนันอีกครึ่งเท่านั้นที่เล่นแบบลงทุน แต่พวกที่นั่งอยู่ตามห้องเหมือนแทงลอตเตอรี่ ฮือกันขึ้นมา พอขึ้นก็รีบขาย เพราะฉะนั้นทุกจุดของธุรกิจนั้นมันไม่ได้ตั้งอยู่พื้นฐานที่ควรเป็น ที่อื่นที่เขาเจริญแล้วนั้น เขาจะเล่นแบบมีข้อมูล แต่ของเราเล่นหุ้นแบบแทงหวย ได้กำไรบาทสองบาทรีบขาย ราคาตกมารีบซื้อไว้ เพราะเล่นกันอย่างนี้ตอนนี้เลยปิดห้องหุ้นไปเป็นแถว
 
         ในขณะที่พยายามวางฐานภาคประชาชนให้เข้มแข็งแต่เราก็มีปัญหาเฉพาะหน้ามากมาย ดูเหมือนว่า ผู้นำก็พยายามจะแก้ปัญหา แล้ววาดความหวังว่าจะสามารถกลับไปสู่ยุคความรุ่งเรืองในสมัยฟองสบู่สิ่งที่ออกมาขัดแย้งกันหรือไม่

         

         เวลาที่ลงไปข้างล่างนั้น เราต้องช่วยตัวเราเอง เพราะฉะนั้นผมพูดตามตรง ผมไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ข้างบน เพราะถ้าขืนสนใจ เราก็จะห่วงหน้าพะวงหลัง ตกลงไม่มีอะไรเกิดขึ้นสักทีส่วนล่างก็ไม่มีอะไรเกิดข้างบน   ก็ไม่เกิด ข้างบนจะคิดอะไรก็ช่างก็อย่างที่เราพูดกัน เป็น 2 ส่วน มีเมืองไทยที่อยู่ในโลกใหม่กับเมืองไทยกี่ล้านคนไม่รู้อยู่ในโลกเก่า ขณะนี้ผมลงไปทำโลกเก่าให้หลุดขึ้นมา ให้เขาไม่ทุกข์ อย่าให้เขาต้องได้รับความทุกข์ จากส่วนบนเติมความทุกข์ลงไปให้เขาด้วย ตัดตอนตรงนี้เสีย ผมไม่ห่วงพะวงหน้าพะวงหลัง โดยพื้นฐานหลักการนั้น ประชาชนต้องเป็นที่พึ่งของตนเองเพราะหมดยุค หมดสมัยที่จะไปรอคนอื่นมาช่วย รอคนโน้นมาช่วย รอกระทรวงนี้มาช่วย รอรัฐบาลจะกำหนดมา อาจจะต้องตายก่อน เพราะฉะนั้นผมว่า ส่วนนี้เราขีดเส้นปฏิบัติการค่อนข้างชัดเจน เราไม่ขัดข้างบน แต่จะทำอะไร เราก็ยกปัญหาขึ้นมาในส่วนที่เกี่ยวข้องกัน เพราะการตัดสินใจบางอย่างต้องใช้ทั้งข้างล่างด้วย ข้างบนด้วย เราก็ยกปัญหาขึ้นมา แต่คณะกรรมการสังคมก็จะส่งปัญหานี้ขึ้นไป แต่ต้องยอมรับว่าการแก้ไขโดยระบบราชการนั้นค่อนข้างอุ้ยอายเพราะฉะนั้นอย่าไปหวังผลว่าอะไรจะเกิดขึ้น หรือจะปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็ว แต่ถ้าถอยหลังกลับมาดู จะเห็นว่าการตื่นตัวของประชาชนนั้นเยอะ เพราะฉะนั้นเวลานี้ ยุคสมัยนี้ ใครทำอะไรผิดผลจะออกมาอย่างรวดเร็ว จะออกมาไม่เอา ตรงนี้ไม่ยอม ไม่เหมือนสมัยก่อน ไม่มีใครรู้แล้วก็หายไป
 
        ยกตัวอย่างบางทีกลางคืนไปเที่ยวนาซีซัส ไปสนุกกับเพื่อน สิ่งนั้นเป็นแค่ความสนุก มันไม่ใช่ความสุข นักเรียนอาชีวะยกพวกไปตีกัน ฆ่ากันตาย เด็กโดดตึกตาย นี้ไม่ใช่สังคมที่เราต้องการ สังคมใหม่ต้องให้เข้มแข็งต้องสู้แบบที่เป็นอยู่นี้เป็นวัฒนธรรมตะวันตก ญี่ปุ่นเด็กฆ่าตัวตายเป็นว่าเล่น เครียดมาก ต้องต่อสู้กันตลอด
 
         เราไม่ได้สอนว่าไม่ให้คนต่อสู้ แต่ให้ต่อสู้อยู่ในเหตุในผลไม่ใช่ถึงขนาดว่าเคยได้เกรด A คราวหลังไม่ได้ A แล้วฆ่าตัวตาย การแข่งขันเกินเลยเสียจนกระทั่งสอบเข้าอนุบาลยังต้องแข่งกัน แข่งกันไปหมดมันเรื่องอะไร ไปรับวัฒนธรรมจากต่างประเทศ วัฒนธรรมไทยก็เริ่มสูญสิ้นแล้ว

         ผมว่าสังคมไทยจะต้องมีโครงสร้างใหม่ อาจดูเหมือนสายเกินไปแต่ผมว่ายังทำได้ ผมบอกว่าผมโต     เมืองนอก ไปอยู่ตั้งแต่ 10 กว่าขวบกลับมา 30 ขวบ ผมไม่เห็นว่าอะไรมีค่าสำคัญเท่ากับคำว่าวิถีชีวิตไทย ปรัชญาไทย อยู่เมืองนอกผมก็ไม่ประพฤติตัวอย่างนี้ แต่เมื่อกลับมาเมืองไทยความเป็นไทยก็กลับมา เพราะฉะนั้นวิถีชีวิตไทยและอื่นๆ ที่เกิดขึ้น ผมคิดว่าเราหลงกระแส ต้องเลือกดู
 
         หลายสิ่งเป็นของดี ต้องนำมาใช้ แต่ต้องเลือกใช้ให้เหมาะกับสภาพสิ่งแวดล้อม เวลาพระบาทสมเด็จ-พระเจ้าอยู่หัวเสด็จไปไหนจะพระราชทานแนวความคิดอะไร ท่านคิดข้อนี้อยู่ตลอดเวลา ท่านเคยใช้คำว่า ภูมิสังคม คือหนึ่งคุณต้องดูสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ คนอยู่บนเขาไม่อยู่บนพื้นที่ราบมีวิถีชีวิตที่ไม่เหมือนกัน อีกอย่างทางด้านวัฒนธรรม วัฒนธรรมของเขาอย่างทางภาคใต้และทางภาคเหนือไม่เหมือนกัน ทำไม่เหมือนกันต่างกันแม้กระทั่งอาหาร
 
         ผมว่าหลง คือว่าไม่ได้รู้ว่าสาระจริงๆ ในเรื่องต่างๆ ว่าคืออะไร ดูอย่างนี้แล้วก็โก้ดี พูดอย่างนี้แล้ว คนเขาชอบ อย่างการเดินข้ามถนนอย่างสะเปะสะปะ นั่นเป็นการขัดฝืนประชาธิปไตยอย่างแรง ไม่เคารพกฎระเบียบของสังคม มีการสอนกันไหมเวลาอยู่ต่างประเทศเขาสอนประชาธิปไตยเขาไม่เคยสอนเรื่องต่างๆ เหล่านี้ เขาสอนให้อยู่ร่วมกันในสังคม โดยยึดผลประโยชน์ของส่วนร่วมได้อย่างไร แต่นี่เราเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวแล้วอ้างคำว่าประชาธิปไตย
 
         เพราะฉะนั้นถึงเวลาแล้วที่เราจะนำหลักปรัชญาการดำเนินชีวิตที่รู้จัก “พอเพียง” มาใช้อย่าจริงจัง แล้วเราจะเห็นแสงสว่างอย่างแท้จริง
 

ดร. สุเมธ  ตันติเวชกุล
อดีตเลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สมาชิกวุฒิสภา และเลขาธิการสำนักงาน
คณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.)
***จากหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับครบรอบ 2 ปี วันที่ 21 ตุลาคม 2541