ถอยไปตั้งหลักใหม่

         “เศรษฐกิจพอเพียงคือการถอยไปตั้งหลักใหม่ไม่ใช่ถอยหลังเข้าคลองแล้วไม่ออกแต่ถอยไปปรับปรุง เมื่อดีแล้วค่อยออกมาใหม่ไม่ใช่เรื่องน่าเสียดายหรือน่าอับอาย”

         เราปักใจในเรื่องนี้มานานแล้วที่ว่าใครเขาจะประสบผลสำเร็จในเรื่องมีรายได้เยอะๆ ทำงานเบาๆ แล้วได้เงินมากๆ โอ้โฮ เราไปดูตัวเลขความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจสูงเท่านั้นเท่านี้ เราก็ยังเฉยๆ เราว่าอันนี้ไม่ใช่ แต่เราพูดไม่ได้เขายิ่งหาว่าเราเป็นคนเถื่อนนอกคอก คนที่ตัดสินใจไม่เหมือนชาวบ้านเขาคิดอะไรก็ไม่เหมือน ชาวบ้านเขา เราก็เลยเสงี่ยมเจียมตัวมาเรื่อยจนถึงทุกวันนี้ แต่ตอนนี้มีคนวิ่งมาหา เราเลยต้องกระมิดกระเมี้ยนว่าอย่าเพิ่งมาได้ไหม เดี๋ยวคนมาเยอะๆ เราไม่มีเวลาทำงาน
 
         เราไม่ควรอ้างคำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” เพระเกรงว่าเป็นการดึงในหลวงท่านมา เราพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจชุมชนดีกว่า เราพูดถึงกลุ่มเกษตรธรรมชาติดีกว่า เราพูดถึงเกษตรทางเลือกดีกว่า ที่จริงก็คืออันเดียวกันนะ แต่ถ้าพูดอย่างนั้นคล้ายๆ ว่าเราหากินโดยเอาคำดำรัสของพระองค์ท่านมาอ้าง ซึ่งเราพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ทำงานอย่างนั้น
 
         ทำนาแบบจำลอง
         ผมเรียนทางทหารและก็สนใจทั้งเรื่องการทหารและการเกษตร โดยมีความคิดมานานแล้วว่าบ้านเมืองเรา คนส่วนใหญ่ยังเป็นชาวไร่ชาวนา ถ้าชาวไร่ชาวนาเขาเอาตัวไม่รอด สักวันหนึ่งสังคมจะพังหมด ก็เหมือนเรามีบริษัทใหญ่ๆ อยู่บริษัทหนึ่ง มีหลายแผนก แต่มีแผนกหนึ่งเป็นแผนกใหญ่โตมากเลย ยิ่งทำยิ่งเจ๊ง แล้วแผนกเล็กๆ มันกำไรเอา กำไรเอา มันจะมาจุนเจือกันได้อย่างไร เขาเจ๊งกันทั้งบริษัทใช่ไหม ผมคิดอยู่ตลอดเวลา

         ดังนั้นตอนที่เป็นนายทหารหนุ่มๆ จบใหม่ๆ ก็รวบรวมสมัครพรรคพวกว่าไปช่วยกันพัฒนาในเรื่องการเกษตรอยู่ที่ชุมชนคลองถนนในเขตบางเขน คลองถนนนี้มันสมชื่อคือหน้าฝนถนนเป็นคลอง หน้าแล้งคลองกลายเป็นถนน ที่นี้ทำไป ทำไป ต้องยืนยันว่าทำไม่สำเร็จ ไม่สำเร็จเพราะว่าเพื่อนย้ายกันไปหมด เหลือผมอยู่กรุงเทพฯ อยู่คนเดียว แล้วผมจะไปทำอะไรไหว แล้วเราไม่ได้เน้นเรื่องคนมากนะ ชาวบ้านยังไม่ได้พัฒนาจิตใจพอ พอลงไปถึงเรื่องการเกษตรจึงยังทำไม่สำเร็จ แต่ก็ยังนึกอยู่ตลอดเวลาว่าถ้ามีเวลาเมื่อไรต้องลงมือทำอีก จะยอมท้อถอยไม่ได้เรื่องนี้

         กระทั่งผมมาเป็นผู้ว่าฯ กทม. ก็เห็นปัญหาอีกว่าคนต่างจังหวัดหลั่งไหลมามากเหลือเกิน มาอยู่ลำบากยากแค้น ถ้าเขาอยู่ที่หัวไร่ปลายนาของเขาเหมือนเดิม และเขาพอกินพอใช้เขาคงไม่มาแน่ มาอยู่กับน้ำคลำ มาแย่งกันขึ้นรถ แย่งอาหาร แย่งอากาศกันหายใจ ทำอะไรต่างๆ ที่ตัวเองไม่สุขสบายเหมือนอยู่บ้านเขา และอีกอย่างหนึ่งปัญหากรุงเทพฯ จะมากยิ่งขึ้นถ้าเราไม่ช่วยกันลดอันนี้ ผมจะเอางบประมาณไปทำเขาคงไม่เชื่อผมเพราะว่าผมนั้นคิดคนเดียว ผมก็เลยไปเดี๋ยวๆ ไปที่ภาคอีสานที่ว่าแล้งๆ นี่นะครับไปในฐานะที่ไปให้กำลังใจเขาไปชี้แนะเขาว่าทำอย่างนี้สิ เราเคยทำนามาชนิดที่ใส่ทุกอย่าง ใส่ทั้งปุ๋ย ยาแมลง ยาฆ่าหญ้าต่างๆ สารพัด สารพัน
 
         แต่ยิ่งทำไปเรายิ่งเจ๊งเพราะค่าปุ๋ย ค่าปุ๋ยเคมี ค่ายาแมลงต่างๆ นี่แพงเหลือเกิน ปีไหนที่ราคาค่าข้าวไม่ดีถึงกับเจ๊ง ขืนเจ๊งบ่อยๆ เราก็เจ๊งไปด้วย ต่อให้เราเป็นข้าราชการก็ตามเราก็ไปให้กำลังใจเขา ไปชี้แนะเขา เล่าให้เขาฟังตามที่เราอ่านมาตามที่เรารู้มาเป็นอย่างนี้ ทำเกษตร ทำกสิกรรม หรือไม่ว่าทำไร่ทำนาหรือไม่ก็ว่า อะไรก็ตาม ทำเป็นร้อยไร่แล้วเจ๊ง เหลือมาทำเก้าไร่สิบไร่แล้วรวย แล้วถามต่อไปว่าแล้วคุณจะทำทำไม่ร้อยไร่ แล้วคุณใส่ปุ๋ยเคมีลดลงหน่อยได้ไหม ก็ไปให้กำลังใจ เอาถ้วยไปมอบให้เขาข้างกองฟางเลย เอาเสื้อม่อฮ่อมไป แล้วเขียนบนเสื้อว่ากลุ่มเกษตรกรพลังธรรมชาติ ตอนนั้นไม่ได้หวังทางการเมืองแต่คิดไปคิดมาก็เป็นการเมืองด้วยมันก็ไม่ดีนะ
 
         บางครั้งเดี๋ยวนี้ ยังมีคนเล่าให้ฟังเลยว่านาแถวนั้นยังมีเขาเรียกว่า “นาจำลอง” โดยเอาเชื่อผมไปใช้แต่ผมไม่ได้เป็นคนบอกนะ ตอนนั้นผมเป็นผู้ว่าฯ กทม. แต่ผมไม่ได้กระจุกตัวอยู่แต่ในที่ว่าการ กทม. ผมปลีกตัวไปเพื่อไปหาประสบการณ์ ไปชี้แนะ เพื่อให้กำลังใจกับเขา
 
         ผมว่าถ้าสังคมหันมายึดระบบเศรษฐกิจพอเพียงจะช่วยให้พบกับแสงสว่างได้แน่นอน แต่ไม่ใช่ว่าคุณต้องเลิกอาชีพเดิมของคุณแล้วมาจับจอบจับเจียม คุณทำอะไรคุณก็ทำของคุณไป แต่จะต้องยอมรับว่า คนส่วนใหญ่ของประเทศยังเป็นชาวไร่ชาวนา
 
         ผมตั้งสมมติฐานว่าการช่วยเหลือชาวไร่ชาวนาจะปล่อยให้รัฐบาลฝ่ายเดียวไม่สำเร็จ คนทุกคนจะต้องมีส่วนร่วมแม้จะสนับสนุนทางความคิดก็ยังดี ก็เลยมาตั้งต้นว่าถ้าชาวบ้านจะช่วยชาวบ้าน ให้ชาวไร่ชาวนาเขาเอาตัวรอดได้ ทำอย่างไร ก็เข้ามาทำในนามมูลนิธิ ที่ชื่อมูลนิธิจำลอง  ศรีเมือง มูลนิธิเล็กๆ กระจอกๆ นี่เราก็ตั้งมาเงียบๆ นะครับ กำหนดเอาเองจากประสบการณ์ที่มีมาบ้างว่า 4 เดือนแรกของมูลนิธิช่วยทุกอย่างเรื่องอาหารการกิน ที่อยู่อาศัย สร้างกระท่อมสร้างบ้าน มีมุ้ง มีผ้าห่มเสื่อเครื่องครัว มีจอบมีเสียม ให้แม้กระทั่งเมล็ดพันธุ์ผัก ไม้ผล และปุ๋ยคอก ถ้าคุณจะไถก็จ้าง มูลนิธิจ่ายให้ อยู่ในเนื้อที่ 6 ไร่ ซึ่งถ้าคุณทำอย่างเต็มที่คุณรวยแน่ แต่คุณต้องไม่หวังรวยนะ ทำกินพอใช้ ถ้าเหลือก็ขายเอาไปช่วยพี่น้องที่อยู่นอกโครงการ แต่คุณต้องเป็นคนดี ไม่สูบบุหรี่ ไม่กินเหล้า ไม่เล่นการพนัน ไม่กินยาบ้า ยาม้า ขยันขันแข็ง และต้องไม่ทำผิดกฎหมาย
 
         อีกอย่างหนึ่งที่ปลกไปจากคนอื่นเขาคือว่า ไหนๆ ผมและภรรยาก็เป็นนักเผยแพร่มังสวิรัติมานาน เราก็อยากจะให้จะใครๆ ได้รับสิ่งดีๆ งามๆ บ้าง ดังนั้นขอเป็นข้อกำหนดว่าทุกคนที่มาเป็นกสิกร ที่เรียกว่ากสิกรเพราะว่าไม่ได้เลี้ยงสัตว์เพื่อการเกษตรหรือการพาณิชย์ ไหนๆ คุณก็มาเป็นอย่างนี้แล้ว คุณต้องกินมังสวิรัติ ห้ามเอาเนื้อสัตว์มากินไม่ว่าจะเลี้ยงหมา แมว ก็เอาเนื้อสัตว์มากินไม่ได้
 
         ข้อบังคับที่เคร่งครัดมากคือ 1.ห้ามใส่ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า โดยต่อหน้าและลับหลังก็ตาม 2.ต้องมีคุณสมบัติอย่างที่ว่าไว้ 3.ต้องกินมังสวิรัติ นี่คือหลักเกณฑ์ของเรา ส่วนเสื้อผ้าเราก็หาให้ ขอให้คุณนุ่งใส่มาจากบ้านคุณสักชุดหนึ่ง นอกนั้นเราจัดหาให้
 
         สรุปปีที่ผ่านมาเฉลี่ยทั้ง 2 ที่ ที่อำเภอเมืองและอำเภอหนองปรือซึ่งเป็นสหกรณ์กสิกรรมไร้สารพิษ พลตรีจำลอง  ศรีเมือง เฉลี่ยทั้งหมดมี 12 ครอบครัวเท่านั้น เพราะผมไม่รับมากไปกว่านี้ ถ้ารับมากกว่านี้ มูลนิธิต้องใหญ่กว่านี้คนต้องมากกว่านี้ เฉลี่ยทุกครอบครัวทุกเดือน ได้ 8,800 บาท ค่าใช้จ่ายประมาณ 3,000 กว่าบาท เวลาพวกหนุ่มๆ สาวๆ มาจากกรุงเทพฯ ผมก็ถามว่าทำงานอะไรครับ คุณได้เดือนเท่าไรไม่สำคัญนะครับที่สำคัญคุณเงินเหลือหรือเปล่า แล้วครอบครัวที่ได้สถิติสูงสุดคือครอบครัวของนายหวัด ม.ค.40 ได้ 20,000 บาท ก.พ. ได้ 20,000 บาท สองคนผัวเมียมีลูก 2 คน นี่คือเรื่องที่เรายืนยันมีหลักฐานพร้อมตัวบุคคล และหลักฐานอ้างอิงว่าเราทำสำเร็จแล้ว และนี่คือเศรษฐกิจชุมชนและผมต่อให้ด้วยนะเพราะผมไม่ได้เลี้ยงสัตว์ด้วย คุณว่าเลี้ยงสัตว์แล้วรวยคุณก็เลี้ยงกันไป ผมถือว่าตามแนวความคิดของผม ผมต้องการเป็นชาวพุทธที่เคร่งครัดที่สุด ผมต้องไม่มีส่วนไปทำให้เขาต้องเจ็บป่วย เขาต้องจากลูกจากเมียไป
 
         ในระดับชาติอยากให้ทำตามที่ในหลวงท่านตรัสถูกต้องแล้ว แต่ขอให้เอาจริงเอาจัง อย่าทำแบบผักชีโรยหน้า อย่าทำแบบไฟไหม้ฟาง น่าเสียดายอยู่เรื่อง ตั้งมาโดยมนโยบายที่ดีมาก มีหลักเกณฑ์ แล้วก็อ้างพระราชดำรัสในหลวงด้วย แต่ไม่ได้เตรียมการให้เรียบร้อยก่อน แล้วไม่เอาจริงเอาจัง ไม่ทำอย่างต่อเนื่อง เสียดาย เสร็จแล้วจะเอามาปัดฝุ่นใหม่ก็ยาก โครงการมันฝ่อไปแล้ว ตรงนี้มีนักเรียนสหกรณ์อำเภอคือ ผู้ที่เป็นผู้ใหญ่ในอำเภอในเรื่องสหกรณ์เขามีการอบรมกันแล้ว มีอยู่วันหนึ่งเขานัดผมพูดคุยเรื่องเศรษฐกิจชุมชน   นี่แหละ แล้วก็มีนักเรียนคนหนึ่ง ถามว่าหมู่บ้านแผ่นดินธรรม แผ่นดินทองไปไหนแล้วครับ ผมบอกว่าไปแล้ว เหลือแต่ป้าย แท้ที่จริงแล้วการทำเศรษฐกิจชุมชนอย่างถูกต้องนี่แหละคือแผ่นดินธรรม แผ่นดินทองอย่างแท้จริง
 
         สรุปแล้วเศรษฐกิจพอเพียงคือการถอยไปตั้งหลักใหม่ ไม่ใช่ถอยหลังเข้าคลองแล้วไม่ออก แต่ถอยไปปรับปรุงเมื่อดีแล้วค่อยออกมาใหม่ ไม่ใช่เรื่องน่าเสียดายหรือน่าอับอาย ดีกว่าดื้อรั้นดันทุรังออกไป เจ๊งอยู่ก็ยิ่งเจ๊งต่อไป เราถือว่าเงินไม่ใช่ของคุณพ่อคุณแม่ โกงเขามากู้เขามาแล้วก็ใครจะใช้หนี้ต่อไปหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องของฉัน ฉันก็ต้องหน้าตั้งตาที่จะให้ตัวเลขทางเศรษฐกิจมันฟูฟ่องล่องลอยเหมือนอย่างเก่า ก็เจอมาแล้วเก่ายังไม่จำ อีกหรือเพิ่งสดๆ ร้อนๆ แต่ถ้าเราพูดตอนที่เหตุการณ์ยังไม่เกิดก็ไปอีกเรื่องหนึ่ง
 
         ปัจจุบันเราให้ความสำคัญเศรษฐกิจแบบพอเพียงไม่เพียงพอ เพราะยังเน้นในเรื่องเก่าๆ แล้วก็จะไปพลาดกับเรื่องเก่าๆ แล้วก็พลอยตายไปกับเรื่องเก่าๆ ที่จริงรัฐบาลควรจะเป็นตัวตั้งตัวตีในเรื่องนี้ เพราะตัวเองทำงานเบาลงเยอะ ในเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสอย่างนี้ แล้วตัวเองก็เอาไปอ้างอยู่เรื่อยๆ ไม่มีใครมาค้านมาแย้งแล้ว ตัวอย่างก็มีให้เห็นจะมาดูเมื่อไรก็พาไปดูได้ทั้งตัวบุคคลและกลุ่มบุคคล ทั้งหลักเกณฑ์ หลักการ เมืองไทยจริงๆ ก็ทำมาแล้วเศรษฐกิจยุคไอเอ็มเอฟใครๆ จะง่อยเปลี้ยเสียขาไปแต่ของไทยทำไปยิ้มไป

พล.ต.จำลอง  ศรีเมือง
อดีตผู้ก่อตั้งพรรคพลังธรรม ปัจจุบันเป็นครูใหญ่โรงเรียนผู้นำกาญจนบุรี
***จากหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับครบรอบ 2 ปี วันที่ 21 ตุลาคม 2541