ปรัชญาการทำงานและการดำเนินชีวิต ดร.เทียม โชควัฒนา

         ดร.เทียม โชควัฒนา ท่านเป็นผู้วางรากฐานอันสำคัญของ "เครือสหพัฒน์" เว็บไซต์บ้านไร่นาเรา จึงนำเอาหลักคิดและปรัชญาการทำงานของท่านมาถ่ายทอด ซึ่งมีคำอธิบายเสริมพอเป็นสังเขป เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับหลักคิดการทำงานที่เป็นระบบต่อไป


         1. รู้น้อยไม่เกี่ยงงาน
         คนเราหากมีความรู้น้อยต้องไม่ท้อถอยหรือเลือกงาน เพราะการทำงานคือหนทางเพิ่มความรู้ประสบการณ์

         2. เป็นร่มเงาให้ประโยชน์สุข
         ต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงาและอุดมด้วยดอกผลอันเอื้อประโยชน์แก่ผู้ปลูกทำนุบำรุงและคนทั่วไปฉันใด องค์กรที่เจริญเติบโตมั่นคงย่อมควรจะเอื้อประโยชน์และเกื้อกูลแก่บุคลากรและสังคมฉันนั้น

         3. ความรู้เหมือนดาบ ยิ่งใช้ยิ่งคม
         ผู้ใดมีความรู้แล้วนำความรู้ของตนมาใช้และถ่ายทอดให้ผู้อื่น ผู้นั้นจะยิ่งเกิดความชำนาญ และเป็นการเพิ่มคุณค่าแห่งความรู้นั้นด้วย เปรียบเสมือนดาบที่ถูกมาใช้ประโยชน์ และได้รับการเอาใจใส่ดูแลให้คงไว้ ซึ่งความคมตลอดเวลา

         4. ทบทวนอดีต ศึกษาปัจจุบัน เพื่อวางอนาคต
         การทบทวนประสบการณ์จากอดีตทั้งของตนเองและผู้อื่น และการศึกษาเรื่องราวจากคนและสิ่งรอบข้างในปัจจุบัน เป็นแนวทางให้เราวางอนาคตได้ถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้น

         5. อย่าปล่อยชีวิตให้หมดไปอย่างไร้ค่า
         คนเราถ้าเข้าใจการจากไปอย่างไม่ย้อนกลับของเวลา ย่อมใช้ชีวิตในแต่ละช่วงอย่างมีค่า

         6. เร็ว ช้า หนัก เบา
         ในการทำงาน ควรหมั่นพิจารณาอยู่เสมอว่า งานไหนทำก่อน งานไหนทีหลัง งานไหนต้องจริงจัง และงานไหนที่พอควร

         7. ความสำเร็จย่อมเป็นของผู้มีความเพียร
         อยากประสบความสำเร็จในชีวิตการทำงาน ต้องพาตัวเข้าหางาน อย่าคอยให้งานมาหาตัว เพราะงานคือทุกอย่างของชีวิต ที่เราต้องพากเพียรและพยายามทำตลอดไป

         8. ความสำเร็จของงาน อยู่ที่คุณภาพของคน
         หัวใจในการทำงานให้สำเร็จ มิใช่อยู่ที่การสร้างคนให้มีความเชี่ยวชาญในการทำงานเท่านั้น แต่ต้องรวมถึงการสร้างเสริมให้ทุกคนอยู่ร่วมกันด้วยความรัก และความสามัคคีด้วย

         9. ชมเกินจริงเป็นโทษ ติเกินเหตุเสียน้ำใจ
         การชมเชย อย่าให้เขาเกิดความหลงระเริงจนอาจลืมตัวกับความสำเร็จ ก่อให้เกิดความประมาทที่อาจนำไปสู่ความล้มเหลวในอนาคตได้ การติต้องทำด้วยจิตใจที่หวังดีและใช้คำพูดที่สร้างสรรค์

         10. ทำดีเปรียบการเดินทวนกระแสน้ำ ทำชั่วเปรียบการลอยตามน้ำ
         การทำความดีเปรียบเหมือนปลาว่ายทวนน้ำขึ้นไปที่สูงจะพบแต่น้ำที่ใสสะอาดฉันใด คนที่พยามยามทำความดี แม้จะลำบากยากเย็น ก็ย่อมพบชีวิตที่ดี สะอาดสดใสอันเป็นมงคลแก่ตนเองฉันนั้น

         11. ความก้าวหน้าที่แท้จริง ย่อมเกิดจากฝีมือการทำงาน
         ความก้าวหน้าที่ได้มาจากความสามารถในการทำงานจะให้ผลที่จีรังยั่งยืน

         12. งานสำเร็จได้ดี เพราะทีมงานดี
         การประสานพลังใจและพลังความคิดของทีมงานที่ดี นำมาซึ่งความสำเร็จของงาน

         13. คน คือ ทรัพยากรที่มีค่าที่สุดในโลก
         คนเป็นทรัพยากรอย่างหนึ่งของโลก แต่คนจะมีคุณค่ายิ่งหากรู้จักประพฤติตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

         14. ความรู้ต้องมองสูง ความเป็นอยู่ต้องมองต่ำ
         ความรู้เปรียบเหมือนขุมทรัพย์ คนที่อยากก้าวหน้าต้องใฝ่รู้ เรียนรู้ให้มากขึ้นอยู่เสมอ แต่ความเป็นอยู่นั้นต้องเรียบง่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อ

         15. เข็มเล่มหนึ่ง ไม่มีปลายแหลมสองด้าน
         ทุกคนมีทั้งจุดเด่นและจุดด้อย คนเราจึงไม่มีใครเก่งทุกอย่าง เปรียบเสมือนเข็มที่มีปลายแหลมสำหรับเย็บปะชุนได้เพียงด้านเดียว ฉะนั้นคนเราควรรู้และทบทวนจุดเด่น และจุดด้อยของตนอยู่เสมอ

         16. หนังฉายซ้ำไม่ตื่นเต้น ตลกมุขเก่าไม่มีคนฮา
         งานทุกงานควรต้องให้รับการปรับปรุงและพัฒนาให้ดีขึ้น และสอดคล้องกับวันเวลาที่เปลี่ยนไปเสมอ

         17. หมั่นเล่าสร้างความจำ หมั่นซักถามสร้างความรู้
         เมื่อได้เรียนรู้สิ่งใดแล้วหมั่นถ่ายทอดให้ผู้อื่นรับรู้ด้วย จะช่วยให้เราจำได้ดีขึ้น และเมื่อไม่รู้สิ่งใดก็อย่าอายที่จะถาม เพราะจะช่วยให้เรารู้มากขึ้น ในขณะที่คนที่โอ้อวดว่ารู้หมดแล้วแท้จริงคือคนที่ไม่รู้อะไรเลย

         18. มอง ฟัง คิด ถาม พื้นฐานของการเรียนรู้
         พื้นฐานที่ดีของการเรียนรู้ต้องอาศัยทั้งการมอง ฟัง คิด ถาม ประกอบกัน อย่างเพียงแต่มอง ฟัง หรือถามแล้วนำมาใช้โดยไม่มีการคิดไตร่ตรองหาเหตุผลเสียก่อน

         19. พลังกายในวัยหนุ่มมีเหลือเฟือ ควรใช้ให้คุ้มค่า
         เกิดเป็นคนต้องใช้ชีวิตคุ้มค่าต่อตนเอง ต่อผู้อื่น และต่อสังคม อย่าให้มีช่วงเวลาใดที่ต้องรู้สึกเสียดายที่ให้เวลาผ่านไปอย่างไร้ประโยชน์

         20. หากอยากมีอนาคตที่มั่นคง จงอย่าเห็นแก่ตัว
         คนดีย่อมไม่เห็นแก่ตัว ชอบช่วยเหลือผู้อื่น โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน คนเช่นนี้สมควรได้รับการสนับสนุนให้ได้ดีมีอนาคต

         21. การศึกษาข้อบกพร่องของตน ทำให้เรารู้จักตัวเองและผู้อื่นดีขึ้น
         คนเรามีข้อบกพร่องในตนเองทุกคนไม่มากก็น้อย ฉะนั้นให้เรารู้จักพิจารณาข้อบกพร่องของตนเองด้วยปัญญา จะทำให้เกิดการปรับปรุงและพัฒนาตนเอง และช่วยให้เข้าใจผู้อื่นที่เขาอาจมีข้อบกพร่องเช่นเดียวกับเรา

         22. ไม่มีใครเก่งแต่เพียงผู้เดียว
         ทุกคนภายในองค์กรเปรียบเสมือนเฟืองจักรกลแต่ละชิ้น ในเครื่องจักรใหญ่ที่ต้องทำงานประสานกัน ถ้าเฟืองชิ้นใดชำรุดหรือบกพร่อง เครื่องจักรก็ไม่สามารถทำงานได้ นั่นคือ งานใดๆ จะสำเร็จด้วยดีต้องอาศัยความสามารถและการประสานงานของทุกคนในทีมงาน มิใช่สำเร็จได้ด้วยคนเพียงคนเดียว

         23. แม้จะลำบากเพียงใดก็ย่อมฟื้นคืนเป็นดีได้
         จงคิดเสมอว่า คนเรานั้นแม้จะประสบความล้มเหลวก็ย่อมสามารถปรับปรุงให้กลับคืนดีได้ หากไม่ท้อแท้ต่อโชคชะตา และคิดเสมอว่า เมื่อล้มแล้วก็สามารถลุกขึ้นยืนได้อยู่เสมอ

         24. สร้างคนต้องใช้เวลา
         การสร้างคนเหมือนปลูกต้นไม้ใหญ่ ต้องอดทนใช้เวลานานไม่เหมือนการปลูกถั่วงอก ซึ่งวันเดียวก็เห็นผล

         25. จะให้ลูกน้องกล้าตัดสินใจ ผู้ใหญ่ต้องรับผิดชอบความเสี่ยง
         เมื่อเห็นว่าลูกน้องสามารถทำงานได้ ต้องมอบให้เขาทำ ถ้าเขาทำผิดพลาด เราก็ต้องช่วยรับผิดชอบด้วย

         26. การล่าช้ามิได้หมายความว่าเป็นผู้ล้าหลัง
         อย่ารีบร้อนเพราะกลัวว่าจะล้าหลังคู่แข่ง ควรพิจารณาด้วยความรอบคอบจะได้ไม่ผิดพลาด

         27. ชนะใจมิตรและศัตรูได้ คือ ผู้ชนะที่แท้จริง
         ชนะสิ่งใดก็ไม่มีความหมายเท่าชนะใจทั้งมิตรและศัตรู

         28. เกียรติที่สูง ไม่จำเป็นต้องให้ตัวเองอวดอ้าง
         ถ้าเราทำตัวเหมาะสมกับคนที่มีเกียรติแล้วไม่อวดอ้าง คนอื่นก็จะมอบเกียรติให้เราเอง

         29. ผู้ที่เป็นผู้นำได้ ต้องผ่านความลำบากมาก่อน
         คนที่เคยลำบากมาแล้วย่อมเป็นหัวหน้างานที่สามารถให้กำลังใจกับลูกน้องได้ดี

         30. ทำงานมากก็ผิดพลาดมาก ทำน้อยก็ผิดพลาดน้อย
         คนเราทำงานก็ต้องมีการผิดพลาดบ้าง คนที่ไม่มีความผิดก็คือคนที่ไม่ได้ทำอะไรเลย

         31. หากดีแต่พูดไม่ลงมือทำ ความคิดก็ไม่อาจเป็นจริงได้
         เมื่อไม่ลองปฏิบัติก็ไม่รู้ว่าที่คิดนั้นทำง่ายหรือยาก งานบางอย่าง อาจพูดง่ายแต่ทำยาก

         32. การทำงาน ต้องมีเป้าหมาย
         การทำงานโดยไม่มีเป้าหมายเหมือนคนที่ไม่มีจุดมุ่งหมายของชีวิต

         33. เราพูดด้วยความโมโหเพียงครั้งเดียว แต่อยู่ในใจของคนอื่นตลอดชีวิต
         การพูดโดยใช้อารมณ์ ไม่ใช้สติไตร่ตรองเสียก่อน แม้เพียงครั้งเดียว ก็อาจทำลายทั้งตนเองและมิตรภาพได้ตลอดไป

         34. ความใกล้ชิด ย่อมนำมาซึ่งความเข้าใจและผลของงานที่ดี
         การทำงานใกล้ชิดกับลูกน้อง หัวหน้านอกจากมีโอกาสศึกษาผลของงานแล้ว ยังได้ศึกษานิสัยการทำงานของลูกน้องด้วย

         35. ผิดครั้งแรกเป็นครู แต่ผิดซ้ำสองนั้นถือว่าโง่
         คนเราทำงานก็ต้องมีผิดพลาด แต่สิ่งสำคัญต้องจดจำความผิดนั้น นำมาวิเคราะห์หาสาเหตุ ถ้าผิดซ้ำซากก็เหมือนคนที่หาบทเรียนจากประสบการณ์ไม่ได้

         36. คนจะโง่หรือฉลาด ดูได้จากคำพูด
         คำพูดเปรียบเสมือนประตูของจิตใจ คนโง่จะพูดเรื่องที่ขาดหลักคิดและเหตุผล ในขณะที่คนฉลาดจะมีเหตุผลและหลักคิดที่ดี

         37. ไม่มีใครเคยตาย เพราะงานหนัก
         ในการทำงานให้ยึดหลักว่าทำเข้าไปเถิดสิ่งที่ว่ายาก เพราะยิ่งทำสิ่งที่ยากมาก หรือหนักมากก็ยิ่งรู้มาก

         38. ชีวิตการศึกษาต่างจากชีวิตการทำงาน
         ในชีวิตการศึกษา เราจะรับความรู้จากครูบาอาจารย์ คนที่จบการศึกษาใหม่ๆ มักจะยึดติดกับทฤษฎีที่ร่ำเรียนมาเปรียบเหมือนมีศีรษะและความคิดเป็นรูปสี่เหลี่ยมมีด้านและมุมที่ตายตัว จึงเข้ากับผู้อื่นได้ยาก แต่ในชีวิตการทำงานเราต้องหาความรู้จากสิ่งรอบข้าง และประสบการณ์ แล้วถ่ายทอดต่อให้ผู้อื่น จึงต้องปรับตัวเข้ากับผู้อื่นให้ได้ เปรียบเหมือนพัฒนาศีรษะและความคิดของตนจากรูปทรงสี่เหลี่ยมให้เป็นทรงกลม ทรงรี และทรงแหลมในที่สุด เพราะรูปทรงแหลม สามารถสอดแทรกได้ง่าย หมายความว่าคนผู้นั้นมีความสามารถปรับตัว เข้ากับผู้อื่นได้
 
         39. ความรู้มีอยู่ทุกหนแห่ง อยู่ที่เราจะรับรู้หรือไม่
         เราหาความรู้ได้ทุกหนแห่งทุกเวลา อยู่ที่เราจะเก็บเกี่ยวอย่างไรและเมื่อไร บางคนมีความสามารถในการเก็บเกี่ยวซึมซับความรู้จากสิ่งแวดล้อมและประสบการณ์ อาจมีความรู้มากกว่าคนที่จบจากมหาวิทยาลัยเสียอีก และบางครั้งความรู้ที่ได้จากสถานการณ์จริง และประสบการณ์นั้นสามารถนำมาใช้ในชีวิตได้ดีกว่า

         40. หัวหน้าที่ดีต้องรู้จักชื่นชมลูกน้อง
         หัวหน้างานที่ค้นหาจุดเด่นของลูกน้องแล้วชมเชย จะเป็นกำลังใจให้ลูกน้องหมั่นทำความดีต่อไป แต่หัวหน้างานที่คอยแต่จะค้นหาจุดด้อย มาตำหนิ จะทำให้ลูกน้องหมดกำลังใจ กล่าวว่าได้ว่าเป็นคนที่มองไม่เห็นคุณค่าของลูกน้อง

         41. ร่างกายต้องการอาหารกายฉันใด จิตใจต้องการอาหารใจฉันนั้น
ขณะที่ร่างกายของคนเราต้องการอาหารเพื่อเป็นพลังในการมีชีวิต จิตใจของคนเราก็ต้องการความรู้และหลักคิดที่ดี เพื่อเป็นพลังในการเป็นคนดี มีจิตใจดีเช่นกัน

         42. ปลูกต้นไม้ใหญ่ใช้เวลาร้อยปี สร้างคนใช้เวลาสิบปี
         การจะสร้างสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้แข็งแกร่งมีคุณค่า ต้องใช้ความอดทนใช้เวลา โดยเฉพาะการสร้างคนหนึ่งคนให้เก่ง ยิ่งต้องใช้ความอดทน และใช้เวลามาก ทั้งตัวผู้สร้างและผู้ถูกสร้าง เพราะนั่นหมายถึงการสร้างให้คนคนนั้นเพียบพร้อมทั้งความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์

         43. ทำคุณให้ผู้อื่นต้องลืม ผู้อื่นทำคุณให้ต้องจำ
         หากเราเคยทำประโยชน์หรือช่วยเหลือใครไว้ อย่าจดจำหรือคาดหวังการตอบแทน เพราะอาจไม่ได้ดังที่หวังหรือเผลอไปทวงบุญคุณให้เขาเสียความรู้สึก แต่ถ้ามีใครช่วยเหลือเราต้องจดจำให้แม่น เพื่อหาโอกาสตอบแทนบุญคุณ

         44. คนที่ชอบโยนความผิดให้ผู้อื่น เป็นคนที่ยากจะพัฒนาให้ดีได้
         คนบางคนไม่ยอมรับความผิดของตน ชอบหาแพะรับบาป หมกหมุ่นกับการหาวิธีโยนความผิดให้ผู้อื่น แทนที่จะใช้เวลาในการพัฒนางานของตน คนประเภทนี้ยากที่จะพัฒนาได้

         45. อยากเจริญก้าวหน้า ต้องทำตัวเหมือนคนกำลังขึ้นเขา
         คนเดินขึ้นภูเขาจะต้องโน้มตัวไปข้างหน้าเสมอ เปรียบเสมือนคนอ่อนน้อมถ่อมตน ซึ่งจะมีแต่คนรัก แต่คนเดินลงจากภูเขาจะเอนตัวไปข้างหลังเปรียบเสมือนคนเย่อหยิ่งจองหอง ซึ่งไม่มีใครชอบ ดังนั้นถ้าต้องการให้มีคนรักและช่วยสนับสนุนให้เจริญก้าวหน้า ควรประพฤติตนเสมือนคนกำลังเดินขึ้นเขา

         46. ผลักน้ำออกไป น้ำไหลเข้ามา วักน้ำเข้ามา น้ำไหลออกไป
         คนที่เป็นผู้ให้ มักได้รับสิ่งตอบแทนเสมออย่างน้อยก็ต้องได้ความรักและความชื่นชมจากผู้อื่น เปรียบเสมือนผลักน้ำออกไปจากตัวน้ำก็ยิ่งจะไหลเข้ามา แต่คนที่มีแต่ความโลภอยากได้จากผู้อื่น กลับต้องเป็นผู้สูญเสียไม่ได้รับแม้แต่ความรักและความศรัทธาเปรียบเสมือนคนที่พยายามวักน้ำเข้าหาตัว น้ำก็จะยิ่งไหลออกไป

         47. เกิดเป็นคน เงยหน้าต้องไม่อายฟ้า ก้มหน้าต้องไม่อายดิน
         คนเราเกิดมาอย่ามุ่งแต่จะหาประโยชน์ใส่ตน จนกลายเป็นคนเอาเปรียบสังคมหรือเบียดเบียนธรรมชาติแวดล้อม


***จากหนังสือ 4 ปีเวทีธุรกิจชุมชน เครือข่ายชุมชนชาวชัยนาทและเพื่อน เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2545